ยินดีต้อนรับ

ยินดีต้อนรับผู้ที่สนใจข้อมูลโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายทุกท่าน

บทความ

Best Blogger Tips

ข่าวสาร - กรุงเทพธุรกิจ

ปฎิทิน

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

สำรวจ ด่านบ้านพุน้ำร้อน-ทวายประตูเศรษฐกิจน้องใหม่ "ไทย-พม่า"

Written By [v] on 19 พฤษภาคม 2558 | 17:41


"ด่านบ้านพุน้ำร้อน" ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นด่านถาวรที่อยู่ตรงข้ามกับด่านทิกิ เมืองทวาย รัฐตะนาวศรี ประเทศพม่า สภาพของด่านศุลกากรและด่านตรวจคนเข้าเมืองทางฝั่งไทยในปัจจุบันยังเป็นที่ทำการชั่วคราวอยู่ติดกับด่านศุลกากร เป็นจุดตรวจของหน่วยทหารพราน ปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงอยู่ในพื้นที่ควบคู่ไปด้วย

ทีมข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" ลงพื้นที่สำรวจความเคลื่อนไหวด้านการค้าการลงทุนในพื้นที่ด่านบ้านพุน้ำร้อนอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลประกาศให้เป็นด่านถาวรเมื่อกลางปี 2556 โดยเริ่มต้นจากตัวเมืองกาญจนบุรี ข้ามแม่น้ำแคว ใช้ถนนทางหลวงหมายเลข 323 ผ่านหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ผ่านแยกแก่งเสี้ยน ก่อนเลี้ยวซ้ายเข้าถนน 3229 มุ่งหน้าตำบลบ้านเก่า 

สภาพถนนช่วงนี้เป็นถนนลาดยางค่อนข้างดี ขนาด 2 ช่องจราจร บางช่วงอยู่ระหว่างการขยายทางและปรับปรุงตามโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 3229 ตอนแยกทางหลวงหมายเลข 323-แควน้อย (บ้านเก่า) เริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2557 

เส้นทางดังกล่าวสามารถรองรับการเดินทางสัญจรได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น โดยรัฐบาลไทยมีแผนที่จะสร้างโครงการถนนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ช่วงกาญจนบุรี-บ้านพุน้ำร้อน รองรับโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย 

ส่วนบรรยากาศการค้าขายในบริเวณด่านชายแดนยังไม่คึกคักมากนัก เนื่องจากเพิ่งเปิดเป็นจุดผ่านแดนถาวรได้ไม่นาน ประกอบกับการขนส่งสินค้าจากไทยไปพม่ายังทำได้ลำบาก ด้วยข้อจำกัดของถนนลูกรังที่ใช้สัญจรชั่วคราวเท่านั้น และส่วนใหญ่เป็นทางลาดชัน

สำหรับพื้นที่บริเวณหน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับสำนักงานชั่วคราวของอิตาเลียนไทย พบว่ามีประชาชนทั้งไทยและพม่าเดินทางเข้า-ออกเป็นระยะ โดยเฉพาะประชาชนพม่าได้ข้ามมาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากฝั่งไทย โดยใช้รถกระบะในการบรรทุกสินค้า

ส่วนในฝั่งพม่า บริเวณที่ติดชายแดนไทยนั้น ขณะนี้ได้มีการเปิดปั๊มน้ำมันและร้านขายสินค้าที่ข้ามจากฝั่งไทย ประเภทสินค้าที่ขายดีคือ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคแบรนด์ไทยเกือบ 90% 

ทุ่มพันล.สร้างด่านใหม่เสร็จปี"62

"สิทธิชัย จึงจิรานนท์" นายด่านศุลกากรสังขละบุรี บอกว่า ขณะนี้กรมศุลกากรได้รับงบประมาณศึกษาวิเคราะห์ความเหมาะสมและออกแบบ โครงการก่อสร้างด่านศุลกากรบ้านพุน้ำร้อน มูลค่า 1,110 ล้านบาท เนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ อยู่ห่างจากเส้นแบ่งเขตแดนไทย-พม่า ประมาณ 350 เมตร แบ่งเป็นพื้นที่พัฒนาโครงการด่านศุลกากร 500 ไร่ และพื้นที่กันชน (Buffer Zone) อีก 500 ไร่ เป็นพื้นที่สำหรับส่วนต่อขยายในอนาคต และรองรับกิจกรรมทาง

ด้านโลจิสติกส์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเป็นพื้นที่ป้องกันการบุกรุก ปัจจุบันพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่ว่างเปล่า ไม่มีการใช้ประโยชน์ และยังไม่มีปัญหาบุกรุก

"ตอนนี้เราได้รับอนุมัติงบประมาณประมาณ 16-20 ล้านบาท เพื่อนำมาก่อสร้างสำนักงานศุลกากรชั่วคราว ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับด่านศุลกากรที่เปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบัน เราจะใช้ที่นี่เป็นสำนักงานชั่วคราวไปจนกว่างานก่อสร้างด่านศุลกากรที่ได้รับอนุมัติงบประมาณมาจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2562"

กัน 8 พันไร่วางผังชุมชนชายแดน 

ขณะที่ "สรรเพชญ ศลิษฏ์อรรถกร" ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ทางจังหวัดอยู่ระหว่างขอใช้พื้นที่จากกองทัพบกประมาณ 8 พันไร่ จากทั้งหมดประมาณ 1.6 หมื่นไร่ เพื่อนำมาวางผังชุมชนชายแดนบ้านพุน้ำร้อนสำหรับใช้ในส่วนสนับสนุนการเปิดด่าน ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างด่านศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจ คล้ายกลับเป็นศูนย์ราชการ ฯลฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ราบทั้งหมด คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร 

สำหรับความคืบหน้าในการศึกษาถนนมอเตอร์เวย์ตั้งแต่ช่วงจังหวัดกาญจนบุรี-บ้านพุน้ำร้อน ได้เลือกมาแล้ว 3 แนว แต่ละเส้นทางมีความยาวประมาณ 79-85 กิโลเมตร ประกอบด้วยแนวเส้นทางที่ 1 มีจุดเริ่มต้นต่อเนื่องจากจุดสิ้นสุดโครงการช่วงบางใหญ่-กาญจนบุรี ผ่านพื้นที่ ต.แก่งเสี้ยน ต.ลาดหญ้า ต.สิงห์ ไปสิ้นสุดที่บ้านพุน้ำร้อน แนวเส้นทางนี้ส่วนใหญ่จะผ่านพื้นที่ทหาร 

แนวเส้นทางที่ 2 มีจุดเริ่มต้นเดียวกับแนวทางเลือกที่ 1 ทับซ้อนกันไปจนถึง ต.หนองขาว อ.เมืองกาญจนบุรี มีสภาพเป็นที่ราบเชิงเขาทอง มุ่งหน้าไปทางตะวันตกอ้อมเขาพังผ่านพื้นที่ค่ายสุรสีห์ ไปตัดแม่น้ำแควใหญ่ จากนั้นจะตัดข้ามทางหลวงหมายเลข 323 ตอนแก่งเสี้ยน-หนองบัว แนวทางวกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือระหว่างเชิงเขา ก่อนจะเลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 232 ไปตัดทางรถไฟสายน้ำตก ก่อนข้ามแม่น้ำแควน้อยจนถึงจุดสิ้นสุดโครงการที่บ้านพุน้ำร้อน 

แนวเส้นทางที่ 3 มีจุดเริ่มต้นโครงการที่ กม.84+600 ของแนวทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี บริเวณบ้านห้วย ต.ตะคร้ำเอน อ.ท่ามะกา ข้ามแม่น้ำแม่กลอง บริเวณบ้านใหม่ ตัดทางหลวงหมายเลข 3209 ตอนกาญจนบุรี-อ.ด่านมะขามเตี้ย เข้าสู่บ้านพุน้ำร้อนไปสู่จุดผ่านแดน ซึ่งแนวเส้นทางนี้มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี 

เอกชน-รัฐพื้นที่หนุนเส้นทางที่ 1 

"สรรเพชญ" บอกว่า มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่บริษัทที่ปรึกษาได้เลือกแนวเส้นทางที่ 3 เป็นที่ก่อสร้างโครงการ แต่ภาคเอกชน ราชการ และประชาชนในพื้นที่เห็นว่าแนวเส้นทางที่ 1 น่าจะมีความเหมาะสมที่จะใช้เป็นพื้นที่ก่อสร้างโครงการมากกว่าแนวทางอื่น ๆ เนื่องจากแนวเส้นทางผ่านสถานที่ราชการค่อนข้างเยอะ ทำให้ใช้งบฯค่าเวนคืนน้อยกว่าเส้นที่ 3 และเกิดประโยชน์ต่อภาคการท่องเที่ยว

ขณะที่แนวเส้นทางที่ 3 อยู่ในพื้นที่ต่ำโอกาสน้ำจะท่วมมีค่อนข้างสูง เป็นพื้นที่เอกชนเกือบ 100% อาจมีปัญหาการเวนคืนที่ดิน อีกทั้งถนนที่พาดผ่านเป็นถนนทางหลวงระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์ ไม่สามารถข้ามไปมาได้ ซึ่งเจ้าของที่ดินบางแห่งอาจไม่ยอม เพราะไม่มีทางเข้าออก ต่างจากถนนปกติทั่วไป ส่วนแนวเส้นทางที่ 2 คิดว่าเป็นไปได้ยาก เพราะไปทับซ้อนกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3345 

"โครงการมอเตอร์เวย์ช่วงบางใหญ่-เมืองกาญจน์ ในงบฯเงินกู้ 2.2 ล้านล้าน จะได้แค่งบฯค่าเวนคืนที่ดินอย่างเดียว 4,000 กว่าล้านบาท ส่วนงบฯก่อสร้างรัฐบาลน่าจะให้เอกชนมาประมูล ส่วนช่วงเมืองกาญจน์-บ้านพุน้ำร้อน ตั้งกรอบไว้ประมาณปี 2562 ในวันนี้การพัฒนาโครงการต้องสอดคล้องกับความคืบหน้าในการลงทุนของโครงการทวายด้วย ปัจจุบันถนนจริงฝั่งพม่ายังไม่ได้สร้าง ถนนที่ใช้อยู่ปัจจุบันเป็นถนนชั่วคราวที่อิตาเลียนไทยสร้างใช้ชั่วคราว หากการลงทุนไม่ชัดเจน คิดว่าการลงทุนที่จะขยายเข้าไปบ้านพุน้ำร้อนอาจชะลอไปด้วย" 

"สรรเพชญ" บอกด้วยว่า ความคืบหน้าของผลศึกษาแนวเส้นทางมอเตอร์เวย์ ขณะนี้ได้มีการเก็บข้อมูลต่าง ๆ แล้ว แต่ขั้นตอนการตัดสินใจจะเลือกแนวเส้นทางไหน ทางบริษัทที่ปรึกษาไม่ได้มาชี้แจงให้ภาคเอกชนในพื้นที่ได้รับทราบ ทำให้สภาอุตสาหกรรม, หอการค้า, และสมาคมการท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรีได้ทำหนังสือไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้บริษัทที่ปรึกษาเข้ามาชี้แจงเหตุผลที่ให้น้ำหนักเลือกแนวเส้นทางที่ 3 เหมือนกับว่ามีธงอยู่ในใจอยู่แล้ว จึงอยากให้มีการพูดคุยชี้แจงกันให้ครบทุกภาคส่วน อย่าไปทำกันเงียบ ๆ ภาคเอกชนทั้ง 3 องค์กรและอีกหลายแห่งไม่เห็นด้วยกับแนวทางและวิธีการ

อมตะฯผุดนิคมหมื่นล้านรับทวาย

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานเพิ่มเติมว่า บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชั่น อยู่ระหว่างการเสนอโครงการต่อรัฐบาลพม่าเพื่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมในฝั่งพม่า ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 3-4 กิโลเมตร เนื้อที่ประมาณ 9,000 กว่าไร่ มูลค่าลงทุนกว่าหมื่นล้านบาท เพื่อรองรับโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย 

คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนถึงรูปแบบการลงทุนและการพัฒนาโครงการประมาณไตรมาส 1/2557 หากโครงการดังกล่าวสามารถเดินหน้าได้ตามแผนจะทำให้การค้าชายแดนบริเวณดังกล่าวคึกคักอย่างมาก เพราะเป็นแหล่งที่มีแรงงานอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น 

แห่กว้านซื้อที่ดินไร้เอกสารสิทธิ

สำหรับความเคลื่อนไหวราคาที่ดินในพื้นที่พบว่า ที่ดินที่ชาวบ้านใช้ปลูกสร้างที่พักอาศัยและพื้นที่เกษตรส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดินราชพัสดุที่หน่วยงานทหารใช้เพื่อความมั่นคง 

ชาวบ้านรายหนึ่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านพุน้ำร้อนบอกว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีคนนอกพื้นที่เข้ามากว้านซื้อที่ดินติดถนนที่มุ่งหน้าสู่ด่านบ้านพุน้ำร้อนทั้ง 2 ฝั่งเพื่อไว้ทำการค้าขาย หรือซื้อเก็งกำไร ราคาติดถนนในขณะนี้พุ่งสูงถึงไร่ละ 6 แสนบาท-2 ล้านบาท จากเดิมราคาอยู่ที่ 2 หมื่นบาท/ไร่ขึ้นอยู่กับทำเล 

ขณะนี้ที่ดินติดถนนใหญ่มีนายทุนซื้อไปหมดแล้ว จะเหลือแต่ที่ดินที่อยู่ลึกเข้าไปและเป็นพื้นที่ทำการเกษตรเท่านั้นที่พอจะหาซื้อได้ ซึ่งราคาขายต่อไร่ก็ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมของเศรษฐกิจเมืองกาญจน์ที่กำลังพัฒนาไปทุก ๆ ด้าน เพื่อรองรับเมกะโปรเจ็กต์การลงทุนทั้งจากฝั่งไทยและพม่า โดยเฉพาะโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย ซึ่งจะทำให้ไทยได้รับประโยชน์ในด้านคมนาคม การค้า การขนส่งสินค้า วัตถุดิบ และการท่องเที่ยว

จากนี้ไปจังหวัดกาญจนบุรีจะกลายเป็น "พื้นที่เศรษฐกิจใหม่" เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ เป็นประตูการค้าด้านตะวันตกเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้

ที่มา
http://www.prachachat.net/
17:41 | 0 comments | Read More

ข่าวทวาย "รถไฟไทย-ญี่ปุ่น" เชื่อมการค้าทวายสู่ยุโรป คมนาคมถกเขมรปลดล็อกแลนด์ลิงก์บูมเขต ศก.พิเศษสระแก้ว

Written By [v] on 18 พฤษภาคม 2558 | 16:13



คมนาคมเร่งเครื่องโครงข่ายถนน-รถไฟ จุดพลุเขตเศรษฐกิจสระแก้ว แจ้งเกิดรถไฟไทย-ญี่ปุ่น "บ้านพุน้ำร้อน-กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ-แหลมฉบัง" เชื่อมการค้า ลงทุน ท่องเที่ยว3 ประเทศเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ "ไทย-เขมร-เวียดนาม" ข้ามทวีปทะลุอเมริกา-ยุโรป
นายพีระพล ถาวรสุภเจริญผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ภายในเดือนพฤษภาคมนี้คาดว่าจะลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันศึกษาพัฒนาระบบราง 2 เส้นทาง หลังจากผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ประกอบด้วย 1.กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 672 กิโลเมตร ก่อสร้างเป็นรถไฟความเร็วสูงความเร็ว 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง 2.เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกตอนล่าง มี 3 ช่วง คือ กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี, กรุงเทพฯ-แหลมฉบัง และกรุงเทพฯ-อรัญประเทศ ระยะทางรวม 574 กิโลเมตร เป็นรถไฟทางคู่ราง 1 เมตร

ญี่ปุ่นสนลงทุนแนว ศก.ตอนใต้ 

"ญี่ปุ่นสนใจรถไฟสายชายแดนบ้านพุน้ำร้อน-ด่านชายแดนอรัญประเทศ กับท่าเรือแหลมฉบัง เพราะต้องการเข้าไปลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมทวาย อีกทั้งเส้นนี้จะเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และท่องเที่ยวแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ จากทวายผ่านเส้นทางรถไฟไปยังท่าเรือแหลมฉบังและด่านชายแดนไทย-กัมพูชาที่อรัญประเทศ-ปอยเปต โครงข่ายจะไปทั้งทางรถไฟและถนน ทะลุไปยังท่าเรือพนมเปญ กับท่าเรือ Cat Lai ท่าเรือ Cai Mep ที่เมืองโฮจิมินห์ของเวียดนามได้"

อย่างไรก็ตาม เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ระบบโครงสร้างพื้นฐานยังไม่สมบูรณ์มากนัก ระบบรางยังขาดการเชื่อมต่อทางรถไฟอยู่เป็นช่วง ๆ ได้แก่ บริเวณสะพานคลองลึกไปยังด่านปอยเปต ฝั่งประเทศกัมพูชา ระยะทาง 6 กิโลเมตร อยู่ในความรับผิดชอบกัมพูชา ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับญี่ปุ่นสนใจลงทุนให้หรือไม่ เพื่อมาเชื่อมกับรถไฟไทย-ญี่ปุ่นที่จะพัฒนาร่วมกันในอนาคต 

เชื่อมการค้า 3 เมืองใหญ่ 

ผอ.สนข.กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังขาดช่วงจากพนมเปญ-โฮจิมินห์อีก 257 กิโลเมตร ก่อนหน้านี้ในปี 2551 จีนได้ศึกษาโครงการให้ ตามแผนใช้เงินก่อสร้างประมาณ 33,000 ล้านบาท หากดำเนินการแล้วเสร็จจะทำให้เส้นทางรถไฟสายคุนหมิง-สิงคโปร์ครบสมบูรณ์ เชื่อมการเดินทางและการค้ากลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ได้แก่ เมียนมาร์ ไทย ลาว จีน กัมพูชา และเวียดนาม 

"การที่ญี่ปุ่นสนใจลงทุน เพราะหากสำเร็จจะเชื่อมเศรษฐกิจเมืองใหญ่ 3 เมือง 3 ประเทศ คือ กรุงเทพฯ พนมเปญ และโฮจิมินห์ ประกอบกับท่าเรือ Cai Mep ในจังหวัดหวุงเต่าของเวียดนาม เป็นท่าเรือน้ำลึกรองรับเรือ 1 หมื่นตู้คอนเทนเนอร์ เป็นเรือแม่ที่สามารถขนส่งออกไปยังประเทศที่ 3 เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง อเมริกา และยุโรป ขณะที่ไทยสามารถขนส่งสินค้าจากภาคอีสานมาใช้ท่าเรือนี้ได้เช่นกัน นอกเหนือจากใช้ท่าเรือแหลมฉบัง ช่วยลดเวลาการเดินทาง ลดต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างประเทศในอาเซียนด้วยกันได้"

รถไฟถนนลิงก์ไทย-เขมร 

สำหรับฝั่งประเทศไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) อยู่ระหว่างปรับปรุงรางรถไฟช่วงคลอง 19-แก่งคอย-อรัญประเทศ-สุดสะพานคลองลึก 170 กิโลเมตร ให้เป็นราง 100 ปอนด์ วงเงิน 2,808 ล้านบาท กำหนดแล้วเสร็จเดือนกุมภาพันธ์ 2559

ด้านโครงข่ายถนนทางฝั่งประเทศไทยค่อนข้างสมบูรณ์ แต่จะต้องก่อสร้างใหม่หรือขยายถนนเดิมเพิ่มเติม 3 เส้นทาง วงเงิน 1,500 ล้านบาท เชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจป่าไร่ ได้แก่ 1.ปรับปรุงถนนเดิมสาย 3397 วงเงิน 45 ล้านบาท 2.ตัดถนนใหม่เชื่อมชายแดนไทย-กัมพูชา 15 กิโลเมตร 1,000 ล้านบาท เพื่อเชื่อมด่านป่าไร่กับถนนเลี่ยงเมือง และ 3.ขยายถนนเลียบชายแดนหรือถนนศรีเพ็ญเป็น 4 ช่องจราจร วงเงิน 500 ล้านบาท เตรียมเสนอคณะอนุกรรมการโครงสร้างพื้นฐาน 18 พฤษภาคมนี้ เพื่อเดินหน้าโครงการให้ทันปี 2558-2559 

"บริเวณป่าไร่จะก่อสร้างเป็นด่านถาวรสำหรับขนส่งสินค้า เชื่อมกับเขตเศรษฐกิจโอเนียง-ปอยเปต กัมพูชา ส่วนด่านคลองลึกรองรับเฉพาะนักท่องเที่ยว" ผอ.สนข.กล่าวและว่า ทั้งนี้ ในประเทศกัมพูชาอยู่ระหว่างก่อสร้างปรับปรุงให้เป็นถนน 2-4 ช่องจราจร กำหนดแล้วเสร็จปลายปี 2559-2560 ช่วงจากด่านคลองลึกไปศรีโสภณ-เสียมเรียบ เป็นถนน 2 ช่องจราจรสภาพค่อนข้างดีกับโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างช่วงกัมปงธม-กัมปงจาม 60 กิโลเมตร ส่วนจากกัมปงจาม-พนมเปญ เป็นถนน 4 ช่องจราจรและอยู่ในภาพที่ดี 

เร่งเดินรถระหว่างประเทศ 

นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การเตรียมพร้อมของประเทศไทยเชื่อมกัมพูชาและเวียดนามคือ พัฒนาเขตเศรษฐกิจ จ.สระแก้ว มีโครงข่ายถนนมารองรับลดความแออัด จุดพักรถขนส่งสินค้าข้ามแดน เนื่องจากกัมพูชายังเน้นขนส่งทางถนนเป็นหลัก และเร่งเชื่อมรถไฟไทย-กัมพูชาที่ยังขาด 6 กิโลเมตรโดยเร็วเพื่อไม่ให้เสียโอกาส ซึ่งรถไฟสายนี้หยุดการให้บริการมา 40 ปีที่แล้ว หากเชื่อมโยงกันสำเร็จจะทำให้ผู้ประกอบการหันมาใช้การขนส่งทางรางมากขึ้น 

สำหรับประเทศเวียดนามมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลกว่า 4 หมื่นกิโลเมตรและลึกตลอดแนว จะเน้นสร้างท่าเรือและพัฒนาเขตเศรษฐกิจมารองรับ ปัจจุบันมีสัดส่วนขนส่งทางน้ำ 85% ทางรถ 15% ขณะที่ทางรถไฟยังไม่เน้นมาก โดยมีเส้นทางรถไฟแนวเหนือ-ใต้กว่า 3 พันกิโลเมตรเพื่อการโดยสารเป็นหลัก 

"การเชื่อมโยงระหว่างกัน เส้นทางถนนของไทยค่อนข้างดี แต่ถ้าเข้าแต่ละประเทศทางถนนจะยากและใช้เวลา ในกัมพูชาเส้นทางกำลังปรับปรุงทำให้วิ่งเร็วไม่ได้ ส่วนเวียดนามถนนดีมีมอเตอร์เวย์เชื่อมกับท่าเรือ แต่เข้มงวดวินัยการจราจร และจำกัดความเร็ว 70 กิโลเมตร/ชั่วโมงต่อไปจะต้องมาคุยกันถึงข้อตกลงการเดินรถระหว่างประเทศด้วยเพราะใกล้จะเปิดเออีซีแล้ว จำเป็นต้องมีกฎระเบียบเพื่อให้เชื่อมกันได้มากขึ้น" ปลัดคมนาคมกล่าว

ที่มา
ติดตามข่าวสารผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
16:13 | 0 comments | Read More

ข่าวรถไฟ 322 กม. เชื่อมรถไฟแหลมฉบัง-ทวาย พาไทยศูนย์กลางเศรษฐกิจ

Written By [v] on 17 พฤษภาคม 2558 | 19:11



บทสรุปชัดเจนการรถไฟแห่งประเทศไทย จะส่งเรื่องถึงกระทรวงคมนาคม เพื่อให้รัฐบาลพิจาณา ความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมทางรถไฟ ระหว่างท่าเรือน้ำลึกทวาย
ระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่ต.ค. 2557 ถึงสิ้นเม.ย. ที่ผ่านมา คือการให้บทสรุปถึงความชัดเจนที่การรถไฟแห่งประเทศไทย จะส่งเรื่องต่อถึงกระทรวง คมนาคม เพื่อให้รัฐบาลพิจาณา ความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมทางรถไฟ ระหว่างท่าเรือแหลมฉบัง (ชลบุรี ) ในฝั่งไทย เข้ากับท่าเรือน้ำลึกทวาย ทางฝั่งพม่า ซึ่งการศึกษาเสร็จสิ้นลง และพบว่าโครงการนี้มีความเป็นได้ ทั้งนี้กระทรวงคมนาคม มอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ไปดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมต่อทางรถไฟระหว่าง ท่าเรือแหลมฉบัง กับท่าเรือน้ำลึกทวาย เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา ที่จะช่วยยกระดับการขนส่งทางราง ที่สำคัญคือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ไทย สู่การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมในภูมิภาค
ผลการศึกษา ที่ดำเนินการโดยบริษัทที่ปรึกษา ให้ข้อสรุปว่าการเชื่อมระบบขนส่งทางรางระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน คือ การย่นระยะทางในการขนส่งสินค้าข้ามคาบสมุทร ซึ่งเดิมการขนส่งทางเรือจะต้องไปอ้อมที่ช่องแคบมะละกา แต่เมื่อมาใช้เส้นทางนี้ได้ เท่ากับว่าทำให้เกิดการลดต้นทุนและควบคุมระยะเวลาการขนส่ง เพราะเป็นการเส้นทางการขนส่งเป็นแนวตรง ที่สำคัญการเชื่อมต่อโครงการโลจิสติกส์ในแนวเศรษฐกิจด้านใต้ จากท่าเรือแหลมฉบัง-ท่าเรือน้ำลึกทวาย จะนำไปสู่ความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคร่วมกัน
สำหรับกรอบการศึกษา ต่อการจัดทำเส้นทางเริ่มตั้งแต่ ตัวท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ไปจนถึงท่าเรือน้ำลึกทวาย ผ่านทาง จ.กาญจนบุรี รวมระยะทาง 440 กิโลเมตร แบ่งเป็น ช่วงสถานีรถไฟบางซื่อถึงสถานีรถไฟแหลมฉบัง ระยะทาง 140 กิโลเมตร,จากสถานีรถไฟบางซื่อ ถึงสถานีรถไฟบ้านเก่า ระยะทาง160 กิโลเมตร ,จากสถานีรถไฟบ้านเก่าถึงสถานีรถไฟบ้านน้ำพุร้อน ระยะทาง 30 กิโลเมตร และจากสถานีรถไฟบ้านน้ำพุร้อนถึงสถานีรถไฟทวาย ระยะทาง 110 กิโลเมตร และบริษัทที่ปรึกษาโครงการได้วางเป็นเส้นทาง ที่สามารถทำทางรถไฟเชื่อมต่อกันรวม 5 เส้นทาง
ประกอบด้วย เส้นทางที่ 1 สถานีแดนบ้านพุน้ำร้อน - สถานีชุมทางหนองปลาดุก - สถานีบางซื่อ - สถานีชุมทางฉะเชิงเทรา - ท่าเรือแหลมฉบัง
ระยะทาง 342 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม กรุงเทพมหานคร ฉะชิงเทรา และชลบุรี ลักษณะเด่น คือเป็นเส้นทางที่เชื่อมระบบโครงข่ายเส้นทางรถไฟ จากฝั่งตะวันตกสู่ฝั่งตะวันออกโดยต้องตัดผ่านใจกลางกรุงเทพฯ ส่วนข้อจำกัดคือ มีการเวนคืนพื้นที่เพิ่มเติมจากแนวเส้นทางเดิม และมีมูลค่าทางการลงทุนที่สูง การก่อสร้างมีความยุ่งยากมาก
เส้นทางที่ 2 สถานีแดนบ้านพุน้ำร้อน - สถานีชุมทางหนองปลาดุก - สถานีหนองฟัก - สถานีองครักษ์ - สถานีชุมทางฉะเชิงเทรา - ท่าเรือแหลมฉบัง
ระยะทาง 401 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่ 9 จังหวัด คือ กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก ฉะชิงเทรา และชลบุรี
ลักษณะเด่น คือการเป็นเส้นทางที่เชื่อมระบบโครงข่ายเส้นทางรถไฟ จากฝั่งตะวันตกสู่ฝั่งตะวันออกโดยไม่ต้องตัดผ่านกรุงเทพฯ ถือเป็นการเปิดแนวเส้นทางใหม่ ส่วนการเวนคืน จะเกิดขึ้นในพื้นที่นครปฐม นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนครนายก
เส้นทางที่ 3 สถานีแดนบ้านพุน้ำร้อน - สถานีชุมทางหนองปลาดุก - สถานีหนองผักชี - สถานีมาบพระจันทร์ - สถานีชุมทางแก่งคอย - สถานีชุมทางฉะเชิงเทรา - ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะทาง 447 กิโลเมตรผ่านพื้นที่ 9 จังหวัด คือ กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก ฉะชิงเทรา และชลบุรี ความโดดเด่นของเส้นทางนี้ คือ เชื่อมโครงข่ายเส้นทางรถไฟจากฝั่งตะวันตกสู่ฝั่งตะวันออกโดยไม่ต้องตัดผ่าน กรุงเทพฯ มีการเวนคืนพื้นที่ก่อสร้างแนวเส้นทางน้อย กว่าแนวเส้นทางที่ 2 แต่ปัจจัยด้านลบ คือมีระยะทางที่อ้อมมากที่สุด
เส้นทางที่ 4 สถานีแดนบ้านพุน้ำร้อน - สถานีชุมทางหนองปลาดุก - สถานีหนองฟัก - สถานีองครักษ์ - สถานีชุมทางฉะเชิงเทรา - ท่าเรือแหลมฉบัง
ระยะทาง 322 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่ 8 จังหวัด คือ กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ฉะชิงเทรา และชลบุรี
จุดเด่นก็คือ เป็นแนวเส้นทางที่สั้นที่สุดสำหรับการเดินทางจากฝั่ง ตะวันตกสู่ท่าเรือแหลมฉบังโดยไม่ต้องตัดผ่าน
กรุงเทพฯ และสามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายทางรถไฟ สายใต้ตามแนวเส้นทางสถานีปากท่อ-สถานีวงเวียนได้
เส้นทางที่ 5 สถานีแดนบ้านพุน้ำร้อน - สถานีชุมทางหนองปลาดุก - สถานีนครชัยศรี - สถานีองครักษ์ - สถานีชุมทางฉะเชิงเทรา - ท่าเรือแหลมฉบัง
ระยะทาง 404 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่ 9 จังหวัด คือ กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก ฉะชิงเทรา และชลบุรี
ถือเป็นแนวเส้นทางที่สั้นที่สุดสำหรับการเดินทางจากฝั่ง ตะวันตกสู่ฝั่งตะวันออก  ไม่ผ่านกรุงเทพฯ ถือเป็นการเปิดแนวเส้นทางใหม่ จะมีการเวนคืนพื้นที่ในเขต นครปฐม นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนครนายก
นายกิตติชัย บุญจันทร์ วิศวกร บริษัททีมคอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์แมนเนจเม้นท์ จำกัด หนึ่งในคณะที่ศึกษาโครงการ เปิดเผยว่า ทางเลือกที่ศึกษามาทั้ง 5 เส้นทางพบว่า เส้นทางที่ 4 ระยะทาง 322 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่ 8 จังหวัด ถือว่ามีความคุ้มค่าต่อการลงทุนมากที่สุด เพราะหากประเมินผลการศึกษาถึงความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และแนวทางการลงทุนที่เหมาะสม เส้นทางที่ 4 มีน้ำหนักทางการลงทุนที่สอดคล้องมากที่สุด โดยมูลค่าการลงทุนในโครงการนี้ คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนในโครงการนี้ไม่ต่ำกว่า 90,000 ล้านบาท ขณะที่การลงทุนในเขตของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียร์มาร์ ด้วยการพัฒนาเส้นทางรถไฟไปจนถึงท่าเทียบเรือน้ำลึกทวาย คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 70,000 บาท
"การจัดทำทางรถไฟเชื่อมท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือน้ำลึกทวาย ไม่ต่างไปจากการพัฒนาให้เกิดสะพานเศรษฐกิจ โดยมีการเชื่อมต่อด้วยขนส่งทางรางไปยังปลายทางซึ่งมีท่าเรือน้ำลึกรองรับ โครงการนี้จะมีความสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ ทั้ง 2 ฝ่าย เชื่อมระบบรางเข้าด้วยกัน หากฝ่ายไทยพัฒนาระบบราง แต่เพื่อนบ้าน ไม่ได้มีการพัฒนารองรับ ใช้การขนส่งในลักษณะทางรถไฟในเขตไทย ไปถึงชายแดนเมียนมาร์แล้วใช้การขนส่งทางถนน เพื่อไปยังท่าเรือน้ำลึกทวาย หากเป็นเช่นนั้น ก็ไม่ถือวาคุ้มค่าและเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ เพราะหัวใจที่สำคัญคือการลดพึ่งการขนส่งทางถนน ใช้ระบบรางไปจนถึงท่าเรือ"นายกิตติชัย กล่าว
นายวิโรจน์ รมเยศ นายกสมาคมขนส่งภาคตะวันออก กล่าวว่า ความท้าทายของโครงการนี้ มีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน คือ งบประมาณที่จะนำมาใช้เพื่อการลงทุน ในส่วนของไทยนอกจากจะต้องจัดหางบประมาณเองแล้ว อาจจะต้องเข้าไปสนับสนุนประเทศเพื่อนบ้าน ในการประสานหาแหล่งทุนที่จะเข้ามา ดำเนินการด้วย ส่วนปัจจัยอีกด้านก็คือ ทั้งท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง และท่าเรือน้ำลึกทวาย ต่างก็เป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมอยู่แล้ว ดังนั้นจึงสร้างความมั่นใจ ถึงการใช้งานโครงการได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะมีแหล่งที่จะระบายสินค้าเพื่อส่งออกผ่านท่าเรือน้ำลึกของทั้ง 2 ฝ่าย ขณะเดียวกันจะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมา ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน ได้พัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ดังนั้นการเชื่อมทางรถไฟและท่าเรือน้ำลึกเข้าด้วยกัน ก็จะเป็นการผลักดันให้ไทย มีบทบาทมากยิ่งขึ้นในเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก อย่างเต็มรูปแบบ
"เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย กำลังจะเป็นพื้นที่แหล่งการลงทุนอุตสาหกรรม จะเห็นได้ว่าแม้ว่าที่ผ่านมาโครงการนี้จะล่าช้า แต่ล่าสุดจาการที่รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงท่าทีที่พร้อมจะสนับสนุนโครงการทวาย ก็จะทำให้โครงการนี้กลับมามีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเกิดการเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมขนส่งในระดับอาเซียน ที่จะมีบทบาทในการเป็นประตูสู่การค้า ในอุตสาหกรรมพาณิชย์นาวี เป็นการเปิดทางเลือกในการขนส่งสินค้าให้กับอินเดีย จีน ตะวันออกกลาง ยุโรปและแอฟริกา"นายวิโรจน์ กล่าว
นายวันชัย โอสุคนธ์ทิพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า โครงการนี้หากเกิดขึ้นได้ จะพัฒนาให้กับภาคโลจิสติกส์ เพราะเป็นการเปิดประตู
การขนส่งสินค้าจากฝั่งตะวันตกในเขตเพื่อนบ้าน มาสู่ไทย ที่ท่าเรือแหลมฉบัง โดยไม่ต้องผ่านกรุงเทพฯ ทั้งยังเชื่อมต่อกับโครงข่ายรถไฟสายใต้ตามแนวเส้นทาง สถานีปากท่อ-สถานีวงเวียนใหญ่ได้ เท่าที่ติดตามในส่วนของนครปฐม การเวนคืนที่ดินค่อนข้างเบาบาง เนื่องจากแนวเส้นทางไม่ได้ตัดผ่านในบริเวณย่านชุมชนที่อยู่อาศัยหนาแน่น
"หากพัฒนาเส้นทางรถไฟโครงการนี้ให้เกิดขึ้นได้ แน่นอนว่าจะช่วยลดระยะทาง ควบคุมเวลาในการขนส่งสินค้าข้ามคาบสมุทรซึ่งจากเดิมการขนส่งจะต้องไปอ้อมที่ช่องแคบมะละกา ประเทศมาเลเซีย ก็เปลี่ยนมาใช้เส้นทางตรงได้เลย โครงการนี้จะนำไปสู่ความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนร่วมกัน ทั้งนี้ในอนาคตเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย จะเป็นพื้นที่แหล่งการลงทุนอุตสาหกรรมและเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมขนส่งที่สำคัญแห่งใหม่ในระดับภูมิภาคอาเซียน ทำหน้าที่เป็นประตูการค้าทางทะเลแห่งใหม่ และประโยชน์ต่อการพัฒนาก็จะมาถึงกาญจนบุรีด้วยในฐานะที่เป็นเส้นทางผ่าน"นายวันชัย กล่าว
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
วันที่ :  11 พฤษภาคม 2558
อ้างอิง : http://bit.ly/1zMpUfw
19:11 | 0 comments | Read More

สร้างทางรถไฟสาย "พุน้ำร้อน-แหลมฉบัง" เวนคืนหมื่นไร่ เปิดหน้าดิน 8 จังหวัด

             
 


ตุลาคม 2557 เริ่มต้นศึกษาโครงการเชื่อมต่อทางรถไฟระหว่างท่าเรือแหลมฉบัง-ท่าเรือน้ำลึกทวาย อีกหนึ่งเส้นทางที่ "รัฐบาลประยุทธ์" ให้ความสำคัญ ล่าสุดที่ปรึกษาสรุปแนวเส้นทางให้ "ร.ฟ.ท.-การรถไฟแห่งประเทศไทย" พิจารณา เพื่อนำไปสู่การออกแบบรายละเอียด ใช้เวลาประมาณ 1 ปี เป็นส่วนหนึ่งของรถไฟแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกด้านล่าง "บ้านพุน้ำร้อน-กาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง" ที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสนใจอย่างจริงจังจะพัฒนาร่วมกับรัฐบาลไทย
              

เคาะแนวเส้นทาง 322 กม.

"นันทชัย หวังเลี้ยงกลาง" หัวหน้ากองโครงการและแผนงาน การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า จากข้อเสนอ 5 เส้นทางมีข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อย โดยแนวเส้นทางที่เลือก 322 กิโลเมตร

แนวเส้นทางจะพาดผ่านพื้นที่ 8 จังหวัด 15 อำเภอ ไดัแก่ 1.จ.กาญจนบุรี อ.เมืองกาญจนบุรี อ.ไทรโยค อ.ท่าม่วง 2.จ.ราชบุรี อ.บ้านโป่ง 3.จ.นครปฐม อ.นครชัยศรี อ.สามพราน 4.จ.สมุทรสาคร อ.กระทุ่มแบน อ.เมืองสมุทรสาคร 5.กรุงเทพมหานคร เขตบางขุนเทียน 6.จ.สมุทรปราการ อ.พระสมุทรเจดีย์ อ.เมืองสมุทรปราการ อ.บางพลี อ.บางบ่อ 7.จ.ฉะเชิงเทรา อ.บางปะกง 8.จ.ชลบุรี อ.พานทอง

การก่อสร้างมีทั้งพื้นที่ตัดใหม่และคู่ขนานแนวรถไฟเดิมเส้นทางสายใต้-สายตะวันออก ใช้แนวเขตทางก่อสร้างกว้าง 40 เมตร เบื้องต้นมีผู้ถูกเวนคืน เป็นสิ่งปลูกสร้าง 1,380 หลัง ที่ดิน 9,115 ไร่ รูปแบบเป็นรถไฟราง 1 เมตร ใช้ขนส่งสินค้าเป็นหลัก คาดว่าลงทุน 98,000 ล้านบาท

"เหตุผลที่เลือกเส้นทางนี้เพราะมีระยะทางสั้น ลดเวลาการเดินทาง ลดต้นทุนขนส่งเพราะไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา ในอนาคตจะต่อเชื่อมกับเส้นทางบ้านพุน้ำร้อน-ท่าเรือทวาย 142 กิโลเมตร ซึ่งสอดคล้องนโยบายรัฐบาล"

เปิดโผ "เวนคืน" ตลอดแนว 

ไฮไลต์อยู่ที่แนวเวนคืน แบ่งแนวเส้นทางสำรวจ 7 ช่วง ประกอบด้วย 1.ช่วงสถานีชายแดนบ้านพุน้ำร้อน-สถานีท่ากิเลน 36 กม. เป็นแนวเส้นทางตัดใหม่ เริ่มจากสถานีชายแดนบ้านพุน้ำร้อนที่ ต.บ้านเก่า อ.เมืองกาญจนบุรี ผ่านไปยัง ต.ศีมงคล อ.โทรโยค เพื่อหลบภูเขา จากนั้นเบี่ยงแนวไปบรรจบกับทางรถไฟเดิมบริเวณสถานีท่ากิเลน ต.สิงห์ จ.กาญจนบุรี 2.สถานีท่ากิเลน-สถานีวังเย็น 23 กม. สร้างทางรถไฟคู่ใหม่ขนานแนวรถไฟเดิมภายในเขตทางของการรถไฟฯ

3.สถานีวังเย็น-สถานีท่าเรือน้อย 29 กม. เริ่มจากสถานีวังเย็น ตัดเส้นทางรถไฟใหม่มาตามแนวทิศตะวันออก เลี่ยงการผ่านตัวจังหวัดกาญจน์ซึ่งมีชุมชนหนาแน่น แนวเส้นทางใหม่จะตัดผ่าน ต.หนองหญ้า ต.เกาะสำโรง อ.เมืองกาญจนบุรี และ ต.รางสาลี่ ต.เขาน้อย ต.ม่วงชุม ต.บ้านใหม่ ต.วังขนาย ต.วังศาลา อ.ท่าม่วง มาบรรจบทางรถไฟเดิมบริเวณสถานีท่าเรือน้อย ช่วงนี้จะเป็นการเวนคืนเพื่อตัดแนวเส้นทางรถไฟทั้งหมด

4.สถานีท่าเรือน้อย-สถานีชุมทางหนองปลาดุก 30 กิโลเมตร และ 5.สถานีชุมทางหนองปลาดุก-สถานีท่าแฉลบ 27 กิโลเมตร สร้างทางรถไฟทางคู่ใหม่ขนานแนวรถไฟเดิมภายในเขตทางของการรถไฟฯ

6.สถานีท่าแฉลบ-บริเวณก่อนถึงสถานีพานทอง 118.5 กิโลเมตร ตัดแนวเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด แนวอยู่ด้านใต้กรุงเทพฯ ผ่าน อ.นครชัยศรี อ.สามพราน จ.นครปฐม อ.กระทุ่มแบน อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร เขตบางขุนเทียน อ.พระสมุทรเจดีย์ อ.เมืองสมุทรปราการ อ.บางพลี อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา อ.พานทอง จ.ชลบุรี

รูปแบบโครงสร้างทางรถไฟตั้งแต่เขตบางขุนเทียน-อ.บางปะกง เป็นแบบสะพานช่วงสั้นมีช่องเปิดสะพานไม่น้อยกว่า 50 เมตร ในช่วงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณ ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ และ ต.ท้ายบ้าน อ.เมืองสมุทรปราการ

สุดท้ายช่วงที่ 7 สถานีพานทอง-ท่าเรือแหลมฉบัง 58.5 กิโลเมตร สร้างช่วงสถานีพานทอง-ท่าเรือแหลมฉบัง ใช้แนวเส้นทางรถไฟทางคู่สายตะวันออกเดิม

ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
19:06 | 0 comments | Read More

โครงการวางผังชุมชนชายแดนบ้านพุน้ำร้อน ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

Written By [v] on 16 พฤษภาคม 2558 | 13:01

 โครงการวางผังชุมชนชายแดนบ้านพุน้ำร้อน  ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

๑.   หลักการและเหตุผล
               ปัจจุบันเมืองชายแดนบ้านพุน้ำร้อน   ตำบลบ้านเก่า    จังหวัดกาญจนบุรี    เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านทำเลที่ตั้งและ ได้รับความสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นด่านการค้าชายแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนม่าร์ ซึ่งในอนาคตคาดว่าด่านชายแดนแห่งนี้จะมีบทบาทสำคัญด้านการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศเนื่องจากปัจจุบันได้มีการดำเนินการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมเมืองทวาย รวมทั้งถนนเชื่อมต่อเมืองทวายกับชายแดนจังหวัดกาญจนบุรี   โดยเริ่มจากเมืองทวาย–บ้านแม่ธะมี่  แคว้นตะนาวศรี    มายังชายแดนไทยในขณะที่ประเทศไทยก็ได้มีการก่อสร้างถนนลาดยางจากอำเภอเมืองกาญจนบุรีถึงบ้านพุน้ำร้อน และกำลังดำเนินการก่อสร้างถนนบริเวณบ้านพุน้ำร้อนถึงด่านชายแดน  ซึ่งในอนาคตถนนสายนี้จะเป็นถนนสายหลักสำหรับการรองรับการคมนาคมและระบบขนส่งจากนิคมอุตสาหกรรมเมืองทวาย – บ้านเก่า ซึ่งหากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จจะทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ในด้านการคมนาคม    การค้า    การขนส่งสินค้า   วัตถุดิบ   และการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก     โดยประเทศไทยและจังหวัดกาญจนบุรีจะกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่    เป็นศูนย์กลางของโลจิสติกส์ และเป็นประตูการค้าด้านตะวันตกของไทยเชื่อมโยงการค้าด้านตะวันออกของประเทศในกลุ่มประเทศเวียดนาม  กัมพูชา  ไทย  สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียรมาร์  จากทะเลจีนใต้ไปทะเลอันดามัน   อีกช่องทางหนึ่งในอนาคต 
         ซึ่งจากบทบาทและความสำคัญของเมืองชายแดนบ้านพุน้ำร้อนที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต จึงต้องมีการเตรียมพร้อมพื้นที่บริเวณด่านชายแดนและพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบเพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นให้มีความเหมาะสม     เป็นระเบียบ สะดวกสบายและได้มาตรฐาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าผ่านแดนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ   ดังนั้นการวางผังชุมชนชายแดนบ้านพุน้ำร้อนและพื้นที่ต่อเนื่องในเขตพื้นที่ตำบลบ้านเก่า     เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ทวายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง  เพื่อเป็นการวางแผนและใช้เป็นกรอบแนวทางการพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสมและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับตามระดับมาตรฐานสากล
๒.    วัตถุประสงค์
        ๒.๑   เพื่อศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลทางกายภาพ   เศรษฐกิจ   สังคมและประชากร     บทบาทของพื้นที่ตลอดจนปัญหาและความต้องการของประชาชน    เพื่อประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาพื้นที่ชุมชนชายแดนและพื้นที่ต่อเนื่อง
        ๒.๒   เพื่อให้ได้ผังการใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคต     พร้อมทั้งมาตรการและมาตรฐานทางผังเมืองที่ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่บริเวณชุมชนชายแดนและพื้นที่ต่อเนื่อง
        ๒.๓   เพื่อวางผังโครงการคมนาคมขนส่งให้รองรับการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ตามแผนพัฒนาของจังหวัด    และกลุ่มจังหวัด
        ๒.๔   เพื่อวางผังสาธารณูปโภคและสาธารณูปการต่างๆ   ที่เหมาะสมและจำเป็นในพื้นที่เพื่อรองรับการให้บริการประชาชน       รวมถึงการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและภูมิทัศน์ของชุมชนบริเวณจุดผ่านแดนให้มีระเบียบและสวยงาม
        ๒.๕   เพื่อให้ได้แผนปฏิบัติการ  (Action   Plan)       สำหรับใช้เป็นแบบมาตรฐานการปรับปรุงพื้นที่บริเวณชุมชนชายแดนและพื้นที่ต่อเนื่อง  โดยเน้นรายละเอียด   รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม   รวมทั้งแนวทางและมาตรการต่างๆ    ในการดำเนินการบริหารจัดการ       การพัฒนาเมือง       และอื่นๆ   ที่เกี่ยวข้อง     
        ๒.๖   เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการจัดทำงบประมาณและแผนการพัฒนาพื้นที่ในด้านต่างๆ   รวมทั้งเสนอกลยุทธ์ที่จะส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่
๓.   พื้นที่โครงการ                                                                                                          
       ๓.๑   พื้นที่ชุมชนชายแดนบ้านพุน้ำร้อน                                                                       
       ๓.๒  พื้นที่ต่อเนื่องจากชุมชนชายแดนบ้านพุน้ำร้อน      ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านเก่าทั้งตำบล

ร่างแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคต

http://www.dpt.go.th/kanchanaburi/main/index.php?option=com_content&view=article&id=21&Itemid=15
13:01 | 0 comments | Read More

การเดินทางไป เมืองทวาย พม่า จากด่านบ้านพุน้ำร้อน เมืองกาญจนบุรี

ทวาย พม่าเปิดเมือง ต้อนรับ AEC กับการเดินทางโดยรถยนต์ เริ่มต้นจากด่าน บ้านพุน้ำร้อนกาญจนบุรี ด้วยระยะทาง 150 กิโลเมตร กับเสันทางที่สบายไม่ยากแบบที่คิดใช้เวลาเดินทางเข้าทวาย 4 ชั่วโมงแค่นั้นเอง ก็ถึงเมืองทวาย เมืองประตูสู่การค้าขาย อาหารทะเลสด กุ้งมังกร กุ้งแม่น้ำ ปลาทะเล อาหารทะเลทุกชนิด จากทะเลอันดามัน ปลอดภัย ผู้คนอัธยาศัยดีมาก เป็นมืตร มีน้ำใจ บางคนเคยเดินทางมาทำงานที่เมืองไทย สามารถพูดภาษาไทยได้ ทวายเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ มาก่อน ทำให้สถาปัตยกรรม ของรูปแบบ การก่อสร้างบ้านเรือน อาคาร สำนักงาน ราชการ ก็จะออกแบบไสตร์ฝรั่ง แบบยุโรป มีการอนุรักษ์ บ้านเรือน อาคาร ให้อยู่ในสภาพที่ยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง สวยงาม อลังกาล คิดว่าอีกไม่นาน เมืองทวายน่าจะได้รับการเสนอชื่อ ให้เป็นแหล่งมรดกโลก กับองค์การยูเนสโก้ อย่างแน่นอน สำหรับใครที่ยังไม่เคยมาเยือนเมืองทวาย ก็แนะนำให้มาชม ก่อนที่ทวายจะเปลี่ยนไป เพราะโครงการขนาดใหญ่ ท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม กำลังจะเกิดขึ้นและดำเนินการแบบต่อเนื่องแล้วหลังจากโครงการได้ หยุดชะงักไประยะหนึ่ง กับ ปัญหาภายในของพม่าเอง ยินดีต้อนรับสู่เมืองทวายของประเทศพม่า เป็นเมืองหลักของเขตตะนาวศรี ตั้งอยู่ห่างจากย่างกุ้งราว 614.3 กม. (381.7 ไมล์) บนฝั่งแม่น้ำทวายด้านเหนือ เมืองมีประชากรราว 139,900 คน (ค.ศ. 2004) เป็นเมืองท่าปากแม่น้ำ อยู่ห่างจากทะเลอันดามันราว 30 กิโลเมตร (18.6 ไมล์) มีน้ำท่วมบ่อยครั้งจากฤดูมรสุม ขนะนี้..การเดินทางเข้าพม่า ที่ด่านชายแดนบ้านพุน้ำร้อน ด่านถาวร จังหวัดกาญจนบุรี เข้าออกได้สะดวก เพียงนำบัตรประชาชน ไทย ไปทำ BORDERPASS กับเจ้าหน้าที่ ตรวจคนเข้าเมือง ก็จะได้ใบผ่านแดนชั่วคราวไปเมืองทวายได้แล้วครับ บัตรนี้สามารถอาศัยอยู่ในทวายได้ 7 วัน หรือ 1 อาทิตย์
ข้อควรจำ พม่า ยังไม่อนุญาติให้รถยนต์ทะเบียนของไทยข้ามฝั่งไปพรหมแดนพม่าครับ ต้องใช้รถยนต์ของพม่าเอง มีบริการที่ด่านชายแดน รถตู้รับจ้าง และบริษัททัวร์ต่างๆก็มีบริการ ที่ด่านชายแดนบ้านพุน้พร้อน แต่ก็ใช้รถทะเบียนพม่าเช่นกัน สำหรับคณะทัวร์ของ sunitjotravel เดินทางด้วยรถส่วนตัวทะเบียนพม่า มีไกท์มาตรฐาน คนพม่าพูดไทยได้ชัดแปะ รู้เรืองการท่องเที่ยวทวายแบบเจาะลึกรู้จริง อธิบายแหล่งท่องเที่ยว ที่กิน ที่พัก ชัดเจน รับประกันความสนุก ทวายก็มีมนต์สเน่ห์ ที่น่าหลงไหลอีกมากมาย ต้องการ เยือนเมืองทวายแบบเจอะลึก ติดต่อเข้ามาครับ www.sunitjotravel.com  098-0641749
13:00 | 0 comments | Read More

ประกาศเปิดด่านถาวรจาก มท.

ประกาศเปิดด่านถาวรจาก มท.


12:54 | 0 comments | Read More

โรจนะ(ROJNA)จับมือไอทีดี(ITD) ตั้งนิคมอุตฯ “ทวาย” ตั้งเป้ารองรับการลงทุนในอาเซียนโต

Written By [v] on 29 สิงหาคม 2556 | 11:25



สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ร่วมกับ อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ทำสัญญาร่วมทุนก่อตั้งบริษัทพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทวาย ครอบคลุมพื้นที่ 127,000 ไร่ ตั้งเป้ารองรับการลงทุนในอาเซียนที่กำลังขยายตัว
       
       นายจิระพงษ์ วินิชบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ เปิดเผยว่า บริษัทเล็งเห็นถึงโอกาสการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้ตกลงทำสัญญาร่วมทุนกับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือไอทีดี ในการก่อตั้งบริษัทเพื่อดำเนินการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทวาย ประเทศพม่า ครอบคลุมพื้นที่ 127,000 ไร่ โดยจะมีการทยอยพัฒนาเป็นขั้นตอนในแต่ละเฟส ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ประกอบด้วย อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยางพารา เฟอร์นิเจอร์ทั้งจากไม้ และยางพารา พลาสติกและวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างเครื่องหนัง และอาหารทะเล
       
       “การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเกิดความคล่องตัวมากขึ้น เราจึงต้องมีการพัฒนาเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง และความต้องการของนักลงทุน โดยให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงการลงทุนไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพ ซึ่งพม่าถือเป็นประเทศที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุน โดยเฉพาะในส่วนของพื้นที่ทวายซึ่งเป็นประตูสำคัญในการเชื่อมต่อระบบลอจิสติกส์ไปยังประเทศแถบตะวันตกได้อย่างรวดเร็ว สำหรับโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทวาย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการ และทำการตลาดได้ภายในสิ้นปี 2556 โดยผู้ซื้อจะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ประมาณต้นปี 2557”
       
       นายอู เย เมียน ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย กล่าวว่า แผนดังกล่าวซึ่งมีระยะเวลาในการดำเนินงานคราวละ 5 ปี จะตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 113,438 ไร่ และว่า ธุรกิจที่ดำเนินงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย จะต้องไม่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ส่งผลกระทบต่อสังคม โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ถือเป็นโครงการแรกของประเทศที่เน้นในเรื่องนี้
       
       ทั้งนี้ โครงการระยะแรกจะเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) เน้นอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า เครื่องหนัง อาหาร ยางพารา อุตสาหกรรมที่ใช้ผลิตผลเกษตรเป็นพื้นฐาน และเฟอร์นิเจอร์ มีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 5 ปี บนพื้นที่ราว 6.25 พันไร่
       
       โครงการระยะที่ 2 เป็นแผนการ 5 ปีเช่นเดียว บนพื้นที่ 5,000 ไร่ ประกอบด้วย โรงงานเหล็ก ปุ๋ย โรงกลั่นน้ำมัน และโรงงานผลิตรถยนต์ โครงการระยะที่ 3 ใช้เวลา 10 ปี ประกอบด้วยโรงงานผลิตพลาสติก เคมีภัณฑ์ และโรงกลั่นน้ำมันดิบ ขณะที่โครงการระยะที่ 4 และ 5 จะเปิดให้บริษัทการค้าและการตลาดนำเสนอโครงการ
       
       นอกจากนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ยังรวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐาน อย่างการสร้างท่าเรือน้ำลึก ทางหลวงพม่า-ไทย โรงไฟฟ้า เขื่อน และที่้อยู่อาศัย โครงการดังกล่าวริเริ่มโดยพม่าและไทย ภายหลังได้เชิญญี่ปุ่นเข้าเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้วย

ข่าวจาก - ASTVผู้จัดการออนไลน์
11:25 | 0 comments | Read More

กาญจนบุรีเตรียมเปิดด่านถาวรเชื่อมทวาย 1ก.ค. นี้

Written By [v] on 7 มิถุนายน 2556 | 14:58

ประธานอุตสาหกรรมกาญจนบุรีชี้ช่องการลงทุน เตรียมเปิดด่านพุน้ำร้อนเชื่อมทวายเป็นการถาวร1ก.ค.นี้
 
นายสรรเพชญ ศลิษฎร์อรรถกร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี เผยว่า จังหวัดกาญจนบุรีมีเป็นเมืองที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบ เป็นแหล่งวัตถุดิบทางการเกษตร ป่าไม้และแร่ธาตุ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการแปรรูปอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ได้ที่เหมาะสมสำหรับโรงงานประเภทอุตสาหกรรมที่ต้องอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ อาทิ อุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมรองเท้าและเครื่องหนัง อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไม้และเครื่องเรือน เพราะอยู่ในแหล่งวัตถุดิบและมีแรงงานมาก นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

ทั้งนี้ จังหวัดกาญจนบุรีจะได้รับประโยชน์จากยุทธศาสตร์ประตูตะวันตกทำให้เกิดธุรกิจต่อเนื่อง คือ ธุรกิจโลจิสติกส์ โดยที่ประเทศไทยจะเป็นฮับโลจิสติกส์ในการนำเจ้าและส่งออก ประเทศไทยได้วางเป้าการเป็น World Food Supply และมีการแปรรูปอาหารที่มีศักยภาพ ไทยสามารถเป็นฮับการผลิตและส่งออกอาหารได้ รวมถึงการเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า สามารถขนส่งสินค้าไปยังเมืองย่างกุ้งของประเทศสหภาพเมียนม่าร์ และต่อไปยังท่าเรือเมืองทวายเพื่อขายต่อให้กับประเทศในแถบเอเชีย ยุโรป อินเดีย
ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานในจังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 32,520 คน ซึ่งหากมีการเปิดด่านพุน้ำร้อนก็จะทำให้มีโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เข้ามาก่อตั้งเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานทั้งสิ้น 1,528 โรงงาน ดังนั้นก็จะทำให้แรงงานที่มีอยู่ไม่เพียงพอ จึงมีการสนับสนุนแรงงานในลักษณะเช้ามาทำงานเย็นสามารถเดินทางกลับบ้านได้
อย่างไรก็ตามภายหลังจากทุกภาคส่วนได้ร่วมกันผลักดันให้มีการเปิดด่านพุน้ำร้อนเป็นด่านถาวร จนในที่สุดในวันที่ 1 ก.ค. ที่จะถึงนี้ จะมีการเปิดด่านอย่างเป็นทางการ ก็จะเป็นการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ รวมทั้งส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดกาญจนบุรีและเมืองทวาย เป็นเมืองทองต่อไป  
 
ข่าวจาก posttoday.com
14:58 | 0 comments | Read More

นายก สั่งหนุน โครงการทวาย เต็มพิกัด

Written By [v] on 20 พฤษภาคม 2556 | 16:50




นายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมไทย-พม่า เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (เจซีซี) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการประชุมร่วมกับนายอู เอ มินท์ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมประเทศพม่า ในฐานะประธานร่วมเจซีซี โดยได้กำหนดการประชุมคณะกรรมการระดับสูงระหว่างไทย-พม่า เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (เจเอชซี) มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายอูเนียน ทุน รองประธานาธิบดีพม่า เป็นประธานวันที่ 26-28 พฤษภาคม ที่ประเทศไทย

นายนิวัฒน์ธำรงกล่าวว่า วันที่ 27 พฤษภาคมนี้ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์กรมหาชน) หรือ สพพ. และหน่วยงานภายใต้กระทรวงนโยบายเศรษฐกิจของพม่าจะลงนามสัญญาการจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (เอสพีวี) ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกโครงการ วางระบบโครงการ โดยหน่วยงานไทยและหน่วยงานพม่าถือหุ้น 50% เท่ากัน และเปิดให้ประเทศต่างๆ เข้าร่วมหุ้นด้วย โดยทำหนังสือเชิญญี่ปุ่นเข้าร่วมด้วย หากญี่ปุ่นตอบรับจะปรับเปลี่ยนการถือหุ้นเอสพีวีใหม่ รวมถึงยังมองประเทศอื่นมาร่วมเป็นประเทศที่ 4 ด้วย 

"การลงนามครั้งนี้จะทำให้นักลงทุนเห็นว่าโครงการทวายมีการดำเนินการที่ชัดเจนแล้ว นักลงทุนจะได้เริ่มกลุ่มเพื่อลงทุนในนิติบุคคลย่อย (เอสพีซีเอส) เช่น กลุ่มลงทุนถนนและท่าเรือจะได้รวมตัวกัน" นายนิวัฒน์ธำรงกล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม คณะเจเอชซีทั้งไทยและพม่าจะลงพื้นที่ดูงานในนิคมอมตะนครและนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด วันที่ 26 พฤษภาคม เพราะทั้ง 2 นิคมมีลักษณะใกล้เคียงกับโครงการทวาย นอกจากนี้รัฐบาลได้ขอข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อนำไปปรับใช้ต่อการลงทุนของภาคเอกชน 

สำหรับความคืบหน้าในการก่อสร้างโครงการฯทวาย นายนิวัฒน์ธำรงกล่าวว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (ไอทีดี) ยังดำเนินการอยู่ ส่วนการจ่ายเงินคืนการก่อสร้างล่วงหน้าให้ไอทีดีนั้นจะต้องจ้างที่ปรึกษาตรวจสอบวิเคราะห์สถานะก่อน โดยประมาณการคร่าวๆ มีมูลค่า 5 พันล้านบาท ส่วนการศึกษาความคุ้มค่าของโครงการนั้นอยู่ในระหว่างการศึกษาคาดว่าจะเสร็จสิ้นหลังวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ 

นายนิวัฒน์ธำรงกล่าวว่า ขณะนี้รัฐวิสาหกิจไทยหลายแห่งได้เตรียมความพร้อมเพื่อลงทุนในโครงการทวายฯ เช่น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่จะเข้าลงทุนในฐานะบริษัทเอกชนด้วย 

"น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายรัฐมนตรี ให้ความสำคัญและส่งเสริมเต็มที่กับโครงการทวาย เพราะมองว่าเป็นโอกาสที่นักลงทุนไทยจะสามารถขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน" นายนิวัฒน์ธำรงกล่าว
16:50 | 0 comments | Read More

จัดตั้ง สถาบัน"เนด้า"ลุยทวาย

Written By [v] on 23 เมษายน 2556 | 11:00


นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการร่วมไทย-พม่าเพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (เจซีซี) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ตั้งสถาบันที่เป็นองค์กรมหาชนภายใต้ชื่อ เนด้า มีเม็ดเงินลงทุนร้อยกว่าล้านบาท
สถาบันเนด้าจะทำหน้าที่ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการลงทุนระหว่างภาคเอกชนกับทางรัฐบาลไทย-พม่า ที่ร่วมกันระดมทุนผ่านนิติบุคคลพิเศษ (เอสพีวี) เพื่อเป็นเครื่องมือในการระดมทุนจากนักลงทุนเข้าไปลงทุนในโครงการต่างๆ ในกรอบ 3 แสนล้านบาท
“คาดว่าปลายเดือน พ.ค.นี้ โครงการทวายจะได้ข้อสรุปทั้งหมด โดย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จะเดินทางไปประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูง (เจเอชซี) ที่เมืองเนย์ปิดอว์ และจะมีการลงนามร่วมกัน” นายนิวัฒน์ธำรง กล่าว
รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขสัญญาเดิมที่ทำไว้กับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ไอทีดี) ตามที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แก้ไขสัญญานั้น ขอยืนยันว่าในส่วนของเม็ดเงินลงทุนที่ไอทีดีได้ลงทุนไปก่อนแล้ว เช่น การปรับพื้นที่ หรือสาธารณูปโภค จะคืนให้ในรูปกองทุน กล่าวคือ เมื่อมีกลุ่มบริษัทต่างๆ มาลงทุนเอสพีวี จะแบ่งปันผลตอบแทนบางส่วนให้กับไอทีดีตอบแทน หรือไอทีดีประสงค์ให้อยู่ในรูปหุ้นโครงการทวายย่อมทำได้
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ฝ่ายรัฐบาลไทยและพม่าจะต้องยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับการให้สิทธิประโยชน์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งจะนำไปสู่ข้อตกลงเรื่องการจัดตั้งเอสพีวี ที่เบื้องต้นไทยและพม่าจะถือหุ้นฝ่ายละ 50% คาดว่าจะชัดเจนภายใน 3 - 4 เดือน
“คาดว่ากลางปีนี้ กฎหมายน่าจะออกและจะเชิญชวนหลายประเทศที่สนใจเข้ามาร่วมทุนตอนนี้มีหลายประเทศสนใจ เช่น ญี่ปุ่น ก็มีการส่งทีมมาศึกษาท่าเรือ แผนการลงทุน และความคุ้มค่า” นายอารีพงศ์ กล่าว

ข่าวจาก posttoday.com


11:00 | 0 comments | Read More

แบงก์รอแผนลงทุนทวายชัดเจนก่อนปล่อยกู้

Written By [v] on 22 เมษายน 2556 | 11:51


ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

แบงก์มองโครงการท่าเรือน้ำลึกในทวายเริ่มมีความหวังมากขึ้นหลังภาครัฐไทย-พม่ามีความร่วมมือกันชัดเจน



นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยถึง ความคืบหน้าในโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวายที่ในขณะนี้รัฐบาลไทยและพม่ามีข้อตกลงร่วมกัน รวมทั้งการก่อตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicle) หรือ “SPV”ขึ้นเป็น Holding Company เพื่อบริหารงานและระดมทุนเพื่อเดินหน้าโครงการฯทวาย ว่า เมื่อความชัดเจนเพิ่มมากขึ้น จะช่วยให้โครงการต่าง ๆ เกิดได้เร็วขึ้น ซึ่งในขั้นตอนต่อไปต้องดูว่าโครงการในแต่ละเฟสจะเป็นอย่างไร และโครงการปลีกย่อยมีรูปแบบการระดมทุนอย่างไร ในส่วนของธนาคารกรุงไทย อยู่ระหว่างการเตรียมที่จะเข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้กับภาครัฐในโครงการดังกล่าว โดยจะคิดแผนการใช้เงินลงทุนว่าจะต้องใช้เงินลงทุนอย่างไร ซึ่งธนาคารก็พร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่
นายวศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แม้ว่าความชัดเจนจะมีมากขึ้นแต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าธนาคารจะเข้าไปปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการดังกล่าวได้หรือไม่ เนื่องจากต้องดูรายละเอียดของโครงการเพิ่มเติมเพราะในโครงการใหญ่จะมีแบ่งเป็นเฟส ๆ โดยเฉพาะผู้ที่จะเข้ามาร่วมลงทุน และรูปแบบการลงทุนจะเป็นอย่างไร ซึ่งรัฐบาลพม่าเปิดให้นักลงทุนจากญี่ปุ่นเข้าร่วมในโครงการดังกล่าวด้วย
“ในขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าปล่อยสินเชื่อได้หรือไม่ แต่ภาพรวมดูดีขึ้น เพราะภาครัฐเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จากเดิมที่มีแต่เอกชน ทำให้ทุกอย่างชัดเจนมากขึ้น”
ด้านนายชาญศักดิ์ เฟื่องฟู กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศในโครงการทวายทำให้แนวทางต่าง ๆ มีความชัดเจนมากขึ้นสามารถถึงนักลงทุนเข้ามาลงทุนได้ แต่โครงการลงทุนในทวายจะมีโครงการหลายโครงการเกิดขึ้นตามมา ทั้งโครงการท่าเรือน้ำลึก โครงการโรงไฟฟ้า โรงถลุงเหล็ก ซึ่งจะต้องรอให้โครงการขนาดใหญ่นิ่งก่อน
11:51 | 0 comments | Read More

นักลงทุน นักธุรกิจ กาญจน์-ทวาย ดัน “ด่านพุน้ำร้อน” เป็นด่านถาวร

Written By [v] on 4 เมษายน 2556 | 09:03




เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (29 มี.ค.) ที่บริเวณไซต์งาน บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เขตติดต่อชายแดนไทย-พม่า หมู่ 12 บ้านพุน้ำร้อน ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็น โอกาส และศักยภาพการยกระดับด่านพุน้ำร้อนเป็นจุดผ่านแดนถาวร โดยมี นายชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณธนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานในการประชุม มีตัวแทนฝ่ายไทย ประกอบด้วย นายสรรเพชญ ศลิษฏ์อรรถกร กรรมการ ผจก.บริษัท ในเครือยงสวีสดิ์กรุ๊ป ในฐานะประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี นายธีระชัย ชุติมันต์ ผจก.โรงงานผลิตน้ำแข็ง และน้ำดื่มรายใหญ่ในเครือเจือพาณิชย์ ในฐานะประธานหอการค้ากาญจนบุรี และนายคิน หม่อง เอ (Mr.Khin Maung Aye) ประธานหอการค้า และสภาอุตสาหกรรม ตะนาวศรี จังหวัดทวาย ประเทศพม่า โดยมีนายนพดล สระวาสี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เดินทางมาร่วมรับฟังด้วย
       
       นอกจากนี้ ยังมีหัวหน้าส่วนราชการ นักการเมืองท้องถิ่น และนักธุรกิจจากจังหวัดกาญจนบุรี และทวาย ร่วมงานกว่า 300 คน ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากมีนักธุกิจระดับท้องถิ่นของจังหวัดกาญจนบุรี และระดับท้องถิ่นของประเทศพม่าเข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก
       
       นายชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณธนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวในที่ประชุมว่า การประชุม และลงนาม MOU ของนักธุรกิจจากจังหวัดกาญจนบุรี และจากประเทศพม่าในครั้งนี้นี้นับว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของนักธุรกิจระดับท้องถิ่น และเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศด้วย ที่ผ่านมา เรามีศักยภาพและมีความพร้อมในการค้าร่วมกัน แต่ขณะนี้เรายังไม่สามารถทำการค้าร่วมกันได้ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องของการเปิดด่าน
       
       ความคิดในการจัดประชุมสัมมนาที่ชายแดนไทยในวันนี้ เพื่อกระตุ้น และเร่งเร้าในการเปิดด่านถาวรให้เร็วขึ้น ในเรื่องธุรกิจการค้าเชื่อมั่นว่าทั้ง 2 ฝ่าย มีธุรกิจการค้าที่เชื่อมต่อกัน วันนี้จึงถือเป็นกิจกรรมก้าวสำคัญในครั้งแรก และจะมีกิจการแบบนี้ต่อไปในเร็ววันนี้ โดยนอกจากการค้าแล้วเรายังหวังเรื่องประสานด้านประเพณี วัฒนธรรม การศึกษา และสาธารณสุขด้วย
       
       ล่าสุด เราจะส่งคณะฝึกสอนภาษาช่วยฝึกสอนให้สมาชิกสภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมที่ย่างกุ้ง ดังนั้น การที่ทวายจะให้เราช่วยด้านนี้ก็ยินดี และพร้อมที่จะส่งวิทยากรไป ด้านการสาธารณสุขเราส่งทีมการแพทย์ไปยังไซต์งานอิตาเลียนไทย ในทวาย เพื่อดูแลปัญหาโรคมาลาเรีย และเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีแห่งเนปีดอ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการรถไฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยว ได้มาที่พญาตองซู ตนได้เดินทางไปร่วมด้วย และมีการปรึกษาหารือกัน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มุ่งหวังจะมีการต่อเชื่อมทางถนนทันบูซายัดมาพญาตองซูเข้าด่านพระเจดีย์สามองค์ของ จังหวัดกาญจนบุรี ฝ่ายเราก็จะหานักลงทุนไปร่วมลงทุนเพื่อให้การก่อสร้างทางสำเร็จโดยเร็ว ในเรื่องทางรถไฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรถไฟ จะรื้อฟื้นทางรถไฟจากทันบูซายัดมาพญาตองซู และขอให้ทางไทยรื้อฟื้นทางรถไฟจากอำเภอไทรโยค ไปยังด่านพระเจดีย์สามองค์ เช่นกัน
       
       ล่าสุด ทราบว่าเมื่อวันที่ 4 มี.ค.56 ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติพม่า ได้เชิญนายพิษณุ สุวรรณะชฎ เอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง เข้าพบเพื่อหารือในประเด็นการเดินทางข้ามแดนระหว่างไทยกับพม่า กรณีการลงนามความตกลงว่าด้วยการข้ามแดนระหว่างทั้งสองประเทศเมื่อปี 2540 ซึ่งได้อนุญาตให้บุคคลทั้งสองประเทศเดินทางข้ามแดน ณ จุดผ่านแดนที่ได้รับอนุญาต เช่น ด่านท่าขี้เหล็ก-แม่สาย, ด่านเมียวดี-แม่สอด, ด่านเกาะสอง-ระนอง และได้มีการเพิ่มเติม ด่านพญาตองซู-พระเจดีย์สามองค์ สามารถข้ามฝั่งเข้าไปในประเทศพม่าได้ในระยะ 6 ไมล์ หรือประมาณ 10 กิโลเมตร ด่านทิกิ-บ้านพุน้ำร้อน สามารถเดินทางเข้าไปถึงเมืองทวาย และด่านมอต่อง-สิงขร สามารถเดินทางเข้าไปได้ถึงเมืองมะริด
       
       โดยฝ่ายประเทศพม่ามีความพร้อมในการดำเนินการไม่เกิน 2 สัปดาห์ จึงประสงค์ประสานฝ่ายไทยเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ถือเป็นเรื่องดีที่จะมีการเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่ทางฝ่ายไทยจะเร่งดำเนินการ เพื่อจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ในส่วนรวมโดยเร็วต่อไป
       
       ด้านนายคิน หม่อง เอ (Mr.Khin Maung Aye) ประธานหอการค้าและสภาอุตสาหกรรม ตะนาวศรี จังหวัดทวาย ประเทศพม่า กล่าวว่า วันนี้ผมและคณะนักธุรกิจจากประเทศพม่า ยินดีที่ได้เดินทางมาร่วมแสดงความคิดเห็น ที่ผ่านมา จังหวัดทวายมีนักธุรกิจมากมายหลากหลายสาขาอาชีพ เรามีความพร้อมในการทำธุรกิจและกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกับประเทศไทย ในส่วนตัวผมเชื่อว่า จังหวัดกาญจนบุรี มีความตั้งใจจริงที่จะผลักดันการเปิดด่านถาวรด้านชายแดนบ้านพุน้ำร้อนให้ได้โดยเร็ว ซึ่งทางนักธุรกิจของจังหวัดทวายก็มีความตื่นตัวในเรื่องนี้เช่นกัน และพร้อมที่จะประสานงานกับนักธุรกิจของไทย โดยเฉพาะ จ.กาญจนบุรี ในการดำเนินการธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อไป
       
       นายธีระชัย ชุติมันต์ ผจก.ประธานหอการค้ากาญจนบุรี และนายสรรเพชญ ศลิษฏ์อรรถกร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกันเปิดเผยว่า ในนามตัวแทนของหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี รู้สึกยินดีที่ประเทศไทย และพม่า มีความพร้อมที่จะสานการค้าในด้านชายแดนบ้านพุน้ำร้อนแห่งนี้ และร่วมกันผลักดันให้มีการเปิดจุดผ่านแดนถาวรโดยเร็ว เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีการค้ากันมาอย่างยาวนาน และมีการติดต่อประสานระหว่างกันด้านการค้า โดยมีข้อมูลการค้าชายแดนปีล่าสุดยืนยันตัวเลขสูงมากถึง 180,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากต่อ 2 ประเทศ
       
       “จังหวัดกาญจนบุรี เป็นจังหวัดมีพื้นที่ใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ มีประชากรมากกว่า 8 แสนคน มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นการเกษตร การประมง เหมืองแร่และย่อยหิน การบริการและการท่องเที่ยว การปศุสัตว์ และอุตสาหกรรม มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนทางด้านเศรษฐกิจระหว่างกันที่มีความเป็นไปได้สูง คือ ด้านการเกษตร ด้านการค้าขาย การเดินทางด้วยระบบลอจิสติกส์ระยะทางจาก กทม. มากาญจนบุรีเพียง 120 กิโลเมตร และจากกาญจนบุรีไปเมืองทวายเพียง 170 กิโลเมตร หากเป็นรถบรรทุกสินค้าจะทุ่นระยะทาง และระยะเวลาในการเดินทาง การท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะจังหวัดกาญจนบุรี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี จะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนให้มีการเปิดด่านถาวรให้เร็วขึ้น เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตในอนาคตต่อไป”

ข่าวจาก http://www.manager.co.th


09:03 | 0 comments | Read More

ล้มแผน ขยายมอเตอร์เวย์ "ทวาย"

Written By [v] on 20 มีนาคม 2556 | 23:03



               นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงาน สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สนข.ได้ส่งรายงานสรุปสาระสำคัญในการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมระหว่างไทย-พม่า เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง ในสาขาโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้าง เสนอต่อนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม พิจารณาก่อนประชุมคณะกรรมการร่วมระหว่างไทย-พม่า เพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (เจซีซี) ครั้งที่ 3 ระหว่าง 6-8 มี.ค.56 ณ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี สรุปประเด็นสำคัญคือ ปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็นที่จะก่อสร้างขยายมอเตอร์เวย์ฝั่งไทยให้เป็น 8 ช่องจราจร

              สำหรับสาเหตุที่ไม่มีความจำเป็นต้องขยายมอเตอร์เวย์ เนื่องจากการวิเคราะห์พบว่า ประมาณการปริมาณขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือทวายน่าจะสูงเกินจริง ขณะที่ปริมารการ เดินทางจากการท่องเที่ยวไม่ชัดเจน ส่วนปริมาณขนส่งสินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมของโครงการทวาย และสินค้าจากเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรีและจังหวัดอื่นๆด้านฝั่งตะวันตกของไทยขณะเดียวกันได้เสนอให้พม่า ทบทวนการเลือกใช้ขนาดรางรถไฟของโครงการทวายเป็นขนาด 1 เมตร เพื่อให้เชื่อมโยงกับโครงข่ายในไทยและส่วนอื่นของพม่าโดยไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายสินค้า และขอให้ร่วมกับไทยในการพัฒนาสถานีตรวจปล่อยทางรถร่วมกันรวมทั้งการกำหนดค่ามาตรฐานของน้ำหนักบรรทุกรถสินค้า การเปลี่ยนถ่ายสินค้า และค่าดำเนินการ เพื่ออำนวยความสะดวกเห็นควรมีการลดขั้นตอนพิธีการศุลกากรสำหรับสินค้าผ่านแดน และจัดให้มีโครงข่ายทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างโครงการทวายอื่นๆของพม่า.


ที่มาจาก ไทยรัฐ
23:03 | 0 comments | Read More

ครม.ไฟเขียว!! อนุมัติเวนคืนที่ดิน สร้างทางหลวงฝั่งตะวันตก รองรับทวาย

Written By [v] on 20 กุมภาพันธ์ 2556 | 08:55


เวนคืนที่ดินสร้างทางหลวงฝั่งตะวันตก รองรับเขตเศรษฐกิจทวาย
 
ครม.ไฟเขียว! เวนคืนที่ดินสร้างทางหลวงฝั่งตะวันตก รองรับ เขตเศรษฐกิจทวาย
 
 
 

เขตเศรษฐกิจทวาย

 
          การประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (19 ก.พ.) ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา การเวนคืนที่ดินเพื่อการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี เพื่อรองรองรับการเชื่อมต่อเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และเชื่อมต่อประเทศในภูมิภาคระหว่างฝั่งตะวันออก และตะวันตกในเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC )
 
 

         ซึ่งการกำหนดเขตพื้นที่เพื่อการเวนคือที่ดิน ประกอบด้วย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี, อำเภอพุทธมณฑล อำเภอนครชัยศรี อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม, อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี, อำเภอท่ามะกา อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
โดยแบ่งเป็น ค่าที่ดิน 3,628 แปลง เป็นเงิน 3,948,700,000บาท สิ่งปลูกสร้าง 791 ราย เป็นเงิน 1,428,800,00 บาท และพืชผล 703 ราย เป็นเงิน 34,500,000 บาท รวมทั้งสิ้น 5,412,000,000 บาท
ทั้งนี้กรมทางหลวงได้จัดทางหลวงสายนี้เข้าแผนงานก่อสร้างปีงบประมาณ พ.ศ.2556-2559 วงเงิน 40,495 ล้านบาท
นอกจากนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรียังมีมติให้ขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเหลือ 0.005 บาท/ลิตร ออกไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1-31 มี.ค.56 จากปัจจุบันที่จะสิ้นสุดในวันที่ 28 ก.พ.56 เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน
 
ข่าวจาก Mthai

 
 

08:55 | 0 comments | Read More