ยินดีต้อนรับ

ยินดีต้อนรับผู้ที่สนใจข้อมูลโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายทุกท่าน

บทความ

Best Blogger Tips

ข่าวสาร - กรุงเทพธุรกิจ

ปฎิทิน

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โรจนะ(ROJNA)จับมือไอทีดี(ITD) ตั้งนิคมอุตฯ “ทวาย” ตั้งเป้ารองรับการลงทุนในอาเซียนโต

Written By [v] on 29 สิงหาคม 2556 | 11:25



สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ร่วมกับ อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ทำสัญญาร่วมทุนก่อตั้งบริษัทพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทวาย ครอบคลุมพื้นที่ 127,000 ไร่ ตั้งเป้ารองรับการลงทุนในอาเซียนที่กำลังขยายตัว
       
       นายจิระพงษ์ วินิชบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ เปิดเผยว่า บริษัทเล็งเห็นถึงโอกาสการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้ตกลงทำสัญญาร่วมทุนกับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือไอทีดี ในการก่อตั้งบริษัทเพื่อดำเนินการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทวาย ประเทศพม่า ครอบคลุมพื้นที่ 127,000 ไร่ โดยจะมีการทยอยพัฒนาเป็นขั้นตอนในแต่ละเฟส ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ประกอบด้วย อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยางพารา เฟอร์นิเจอร์ทั้งจากไม้ และยางพารา พลาสติกและวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างเครื่องหนัง และอาหารทะเล
       
       “การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเกิดความคล่องตัวมากขึ้น เราจึงต้องมีการพัฒนาเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง และความต้องการของนักลงทุน โดยให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงการลงทุนไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพ ซึ่งพม่าถือเป็นประเทศที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุน โดยเฉพาะในส่วนของพื้นที่ทวายซึ่งเป็นประตูสำคัญในการเชื่อมต่อระบบลอจิสติกส์ไปยังประเทศแถบตะวันตกได้อย่างรวดเร็ว สำหรับโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทวาย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการ และทำการตลาดได้ภายในสิ้นปี 2556 โดยผู้ซื้อจะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ประมาณต้นปี 2557”
       
       นายอู เย เมียน ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย กล่าวว่า แผนดังกล่าวซึ่งมีระยะเวลาในการดำเนินงานคราวละ 5 ปี จะตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 113,438 ไร่ และว่า ธุรกิจที่ดำเนินงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย จะต้องไม่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ส่งผลกระทบต่อสังคม โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ถือเป็นโครงการแรกของประเทศที่เน้นในเรื่องนี้
       
       ทั้งนี้ โครงการระยะแรกจะเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) เน้นอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า เครื่องหนัง อาหาร ยางพารา อุตสาหกรรมที่ใช้ผลิตผลเกษตรเป็นพื้นฐาน และเฟอร์นิเจอร์ มีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 5 ปี บนพื้นที่ราว 6.25 พันไร่
       
       โครงการระยะที่ 2 เป็นแผนการ 5 ปีเช่นเดียว บนพื้นที่ 5,000 ไร่ ประกอบด้วย โรงงานเหล็ก ปุ๋ย โรงกลั่นน้ำมัน และโรงงานผลิตรถยนต์ โครงการระยะที่ 3 ใช้เวลา 10 ปี ประกอบด้วยโรงงานผลิตพลาสติก เคมีภัณฑ์ และโรงกลั่นน้ำมันดิบ ขณะที่โครงการระยะที่ 4 และ 5 จะเปิดให้บริษัทการค้าและการตลาดนำเสนอโครงการ
       
       นอกจากนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ยังรวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐาน อย่างการสร้างท่าเรือน้ำลึก ทางหลวงพม่า-ไทย โรงไฟฟ้า เขื่อน และที่้อยู่อาศัย โครงการดังกล่าวริเริ่มโดยพม่าและไทย ภายหลังได้เชิญญี่ปุ่นเข้าเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้วย

ข่าวจาก - ASTVผู้จัดการออนไลน์
11:25 | 0 comments | Read More

กาญจนบุรีเตรียมเปิดด่านถาวรเชื่อมทวาย 1ก.ค. นี้

Written By [v] on 7 มิถุนายน 2556 | 14:58

ประธานอุตสาหกรรมกาญจนบุรีชี้ช่องการลงทุน เตรียมเปิดด่านพุน้ำร้อนเชื่อมทวายเป็นการถาวร1ก.ค.นี้
 
นายสรรเพชญ ศลิษฎร์อรรถกร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี เผยว่า จังหวัดกาญจนบุรีมีเป็นเมืองที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบ เป็นแหล่งวัตถุดิบทางการเกษตร ป่าไม้และแร่ธาตุ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการแปรรูปอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ได้ที่เหมาะสมสำหรับโรงงานประเภทอุตสาหกรรมที่ต้องอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ อาทิ อุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมรองเท้าและเครื่องหนัง อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไม้และเครื่องเรือน เพราะอยู่ในแหล่งวัตถุดิบและมีแรงงานมาก นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

ทั้งนี้ จังหวัดกาญจนบุรีจะได้รับประโยชน์จากยุทธศาสตร์ประตูตะวันตกทำให้เกิดธุรกิจต่อเนื่อง คือ ธุรกิจโลจิสติกส์ โดยที่ประเทศไทยจะเป็นฮับโลจิสติกส์ในการนำเจ้าและส่งออก ประเทศไทยได้วางเป้าการเป็น World Food Supply และมีการแปรรูปอาหารที่มีศักยภาพ ไทยสามารถเป็นฮับการผลิตและส่งออกอาหารได้ รวมถึงการเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า สามารถขนส่งสินค้าไปยังเมืองย่างกุ้งของประเทศสหภาพเมียนม่าร์ และต่อไปยังท่าเรือเมืองทวายเพื่อขายต่อให้กับประเทศในแถบเอเชีย ยุโรป อินเดีย
ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานในจังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 32,520 คน ซึ่งหากมีการเปิดด่านพุน้ำร้อนก็จะทำให้มีโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เข้ามาก่อตั้งเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานทั้งสิ้น 1,528 โรงงาน ดังนั้นก็จะทำให้แรงงานที่มีอยู่ไม่เพียงพอ จึงมีการสนับสนุนแรงงานในลักษณะเช้ามาทำงานเย็นสามารถเดินทางกลับบ้านได้
อย่างไรก็ตามภายหลังจากทุกภาคส่วนได้ร่วมกันผลักดันให้มีการเปิดด่านพุน้ำร้อนเป็นด่านถาวร จนในที่สุดในวันที่ 1 ก.ค. ที่จะถึงนี้ จะมีการเปิดด่านอย่างเป็นทางการ ก็จะเป็นการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ รวมทั้งส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดกาญจนบุรีและเมืองทวาย เป็นเมืองทองต่อไป  
 
ข่าวจาก posttoday.com
14:58 | 0 comments | Read More

นายก สั่งหนุน โครงการทวาย เต็มพิกัด

Written By [v] on 20 พฤษภาคม 2556 | 16:50




นายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมไทย-พม่า เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (เจซีซี) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการประชุมร่วมกับนายอู เอ มินท์ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมประเทศพม่า ในฐานะประธานร่วมเจซีซี โดยได้กำหนดการประชุมคณะกรรมการระดับสูงระหว่างไทย-พม่า เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (เจเอชซี) มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายอูเนียน ทุน รองประธานาธิบดีพม่า เป็นประธานวันที่ 26-28 พฤษภาคม ที่ประเทศไทย

นายนิวัฒน์ธำรงกล่าวว่า วันที่ 27 พฤษภาคมนี้ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์กรมหาชน) หรือ สพพ. และหน่วยงานภายใต้กระทรวงนโยบายเศรษฐกิจของพม่าจะลงนามสัญญาการจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (เอสพีวี) ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกโครงการ วางระบบโครงการ โดยหน่วยงานไทยและหน่วยงานพม่าถือหุ้น 50% เท่ากัน และเปิดให้ประเทศต่างๆ เข้าร่วมหุ้นด้วย โดยทำหนังสือเชิญญี่ปุ่นเข้าร่วมด้วย หากญี่ปุ่นตอบรับจะปรับเปลี่ยนการถือหุ้นเอสพีวีใหม่ รวมถึงยังมองประเทศอื่นมาร่วมเป็นประเทศที่ 4 ด้วย 

"การลงนามครั้งนี้จะทำให้นักลงทุนเห็นว่าโครงการทวายมีการดำเนินการที่ชัดเจนแล้ว นักลงทุนจะได้เริ่มกลุ่มเพื่อลงทุนในนิติบุคคลย่อย (เอสพีซีเอส) เช่น กลุ่มลงทุนถนนและท่าเรือจะได้รวมตัวกัน" นายนิวัฒน์ธำรงกล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม คณะเจเอชซีทั้งไทยและพม่าจะลงพื้นที่ดูงานในนิคมอมตะนครและนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด วันที่ 26 พฤษภาคม เพราะทั้ง 2 นิคมมีลักษณะใกล้เคียงกับโครงการทวาย นอกจากนี้รัฐบาลได้ขอข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อนำไปปรับใช้ต่อการลงทุนของภาคเอกชน 

สำหรับความคืบหน้าในการก่อสร้างโครงการฯทวาย นายนิวัฒน์ธำรงกล่าวว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (ไอทีดี) ยังดำเนินการอยู่ ส่วนการจ่ายเงินคืนการก่อสร้างล่วงหน้าให้ไอทีดีนั้นจะต้องจ้างที่ปรึกษาตรวจสอบวิเคราะห์สถานะก่อน โดยประมาณการคร่าวๆ มีมูลค่า 5 พันล้านบาท ส่วนการศึกษาความคุ้มค่าของโครงการนั้นอยู่ในระหว่างการศึกษาคาดว่าจะเสร็จสิ้นหลังวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ 

นายนิวัฒน์ธำรงกล่าวว่า ขณะนี้รัฐวิสาหกิจไทยหลายแห่งได้เตรียมความพร้อมเพื่อลงทุนในโครงการทวายฯ เช่น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่จะเข้าลงทุนในฐานะบริษัทเอกชนด้วย 

"น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายรัฐมนตรี ให้ความสำคัญและส่งเสริมเต็มที่กับโครงการทวาย เพราะมองว่าเป็นโอกาสที่นักลงทุนไทยจะสามารถขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน" นายนิวัฒน์ธำรงกล่าว
16:50 | 0 comments | Read More

จัดตั้ง สถาบัน"เนด้า"ลุยทวาย

Written By [v] on 23 เมษายน 2556 | 11:00


นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการร่วมไทย-พม่าเพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (เจซีซี) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ตั้งสถาบันที่เป็นองค์กรมหาชนภายใต้ชื่อ เนด้า มีเม็ดเงินลงทุนร้อยกว่าล้านบาท
สถาบันเนด้าจะทำหน้าที่ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการลงทุนระหว่างภาคเอกชนกับทางรัฐบาลไทย-พม่า ที่ร่วมกันระดมทุนผ่านนิติบุคคลพิเศษ (เอสพีวี) เพื่อเป็นเครื่องมือในการระดมทุนจากนักลงทุนเข้าไปลงทุนในโครงการต่างๆ ในกรอบ 3 แสนล้านบาท
“คาดว่าปลายเดือน พ.ค.นี้ โครงการทวายจะได้ข้อสรุปทั้งหมด โดย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จะเดินทางไปประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูง (เจเอชซี) ที่เมืองเนย์ปิดอว์ และจะมีการลงนามร่วมกัน” นายนิวัฒน์ธำรง กล่าว
รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขสัญญาเดิมที่ทำไว้กับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ไอทีดี) ตามที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แก้ไขสัญญานั้น ขอยืนยันว่าในส่วนของเม็ดเงินลงทุนที่ไอทีดีได้ลงทุนไปก่อนแล้ว เช่น การปรับพื้นที่ หรือสาธารณูปโภค จะคืนให้ในรูปกองทุน กล่าวคือ เมื่อมีกลุ่มบริษัทต่างๆ มาลงทุนเอสพีวี จะแบ่งปันผลตอบแทนบางส่วนให้กับไอทีดีตอบแทน หรือไอทีดีประสงค์ให้อยู่ในรูปหุ้นโครงการทวายย่อมทำได้
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ฝ่ายรัฐบาลไทยและพม่าจะต้องยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับการให้สิทธิประโยชน์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งจะนำไปสู่ข้อตกลงเรื่องการจัดตั้งเอสพีวี ที่เบื้องต้นไทยและพม่าจะถือหุ้นฝ่ายละ 50% คาดว่าจะชัดเจนภายใน 3 - 4 เดือน
“คาดว่ากลางปีนี้ กฎหมายน่าจะออกและจะเชิญชวนหลายประเทศที่สนใจเข้ามาร่วมทุนตอนนี้มีหลายประเทศสนใจ เช่น ญี่ปุ่น ก็มีการส่งทีมมาศึกษาท่าเรือ แผนการลงทุน และความคุ้มค่า” นายอารีพงศ์ กล่าว

ข่าวจาก posttoday.com


11:00 | 0 comments | Read More

แบงก์รอแผนลงทุนทวายชัดเจนก่อนปล่อยกู้

Written By [v] on 22 เมษายน 2556 | 11:51


ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

แบงก์มองโครงการท่าเรือน้ำลึกในทวายเริ่มมีความหวังมากขึ้นหลังภาครัฐไทย-พม่ามีความร่วมมือกันชัดเจน



นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยถึง ความคืบหน้าในโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวายที่ในขณะนี้รัฐบาลไทยและพม่ามีข้อตกลงร่วมกัน รวมทั้งการก่อตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicle) หรือ “SPV”ขึ้นเป็น Holding Company เพื่อบริหารงานและระดมทุนเพื่อเดินหน้าโครงการฯทวาย ว่า เมื่อความชัดเจนเพิ่มมากขึ้น จะช่วยให้โครงการต่าง ๆ เกิดได้เร็วขึ้น ซึ่งในขั้นตอนต่อไปต้องดูว่าโครงการในแต่ละเฟสจะเป็นอย่างไร และโครงการปลีกย่อยมีรูปแบบการระดมทุนอย่างไร ในส่วนของธนาคารกรุงไทย อยู่ระหว่างการเตรียมที่จะเข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้กับภาครัฐในโครงการดังกล่าว โดยจะคิดแผนการใช้เงินลงทุนว่าจะต้องใช้เงินลงทุนอย่างไร ซึ่งธนาคารก็พร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่
นายวศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แม้ว่าความชัดเจนจะมีมากขึ้นแต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าธนาคารจะเข้าไปปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการดังกล่าวได้หรือไม่ เนื่องจากต้องดูรายละเอียดของโครงการเพิ่มเติมเพราะในโครงการใหญ่จะมีแบ่งเป็นเฟส ๆ โดยเฉพาะผู้ที่จะเข้ามาร่วมลงทุน และรูปแบบการลงทุนจะเป็นอย่างไร ซึ่งรัฐบาลพม่าเปิดให้นักลงทุนจากญี่ปุ่นเข้าร่วมในโครงการดังกล่าวด้วย
“ในขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าปล่อยสินเชื่อได้หรือไม่ แต่ภาพรวมดูดีขึ้น เพราะภาครัฐเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จากเดิมที่มีแต่เอกชน ทำให้ทุกอย่างชัดเจนมากขึ้น”
ด้านนายชาญศักดิ์ เฟื่องฟู กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศในโครงการทวายทำให้แนวทางต่าง ๆ มีความชัดเจนมากขึ้นสามารถถึงนักลงทุนเข้ามาลงทุนได้ แต่โครงการลงทุนในทวายจะมีโครงการหลายโครงการเกิดขึ้นตามมา ทั้งโครงการท่าเรือน้ำลึก โครงการโรงไฟฟ้า โรงถลุงเหล็ก ซึ่งจะต้องรอให้โครงการขนาดใหญ่นิ่งก่อน
11:51 | 0 comments | Read More

นักลงทุน นักธุรกิจ กาญจน์-ทวาย ดัน “ด่านพุน้ำร้อน” เป็นด่านถาวร

Written By [v] on 4 เมษายน 2556 | 09:03




เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (29 มี.ค.) ที่บริเวณไซต์งาน บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เขตติดต่อชายแดนไทย-พม่า หมู่ 12 บ้านพุน้ำร้อน ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็น โอกาส และศักยภาพการยกระดับด่านพุน้ำร้อนเป็นจุดผ่านแดนถาวร โดยมี นายชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณธนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานในการประชุม มีตัวแทนฝ่ายไทย ประกอบด้วย นายสรรเพชญ ศลิษฏ์อรรถกร กรรมการ ผจก.บริษัท ในเครือยงสวีสดิ์กรุ๊ป ในฐานะประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี นายธีระชัย ชุติมันต์ ผจก.โรงงานผลิตน้ำแข็ง และน้ำดื่มรายใหญ่ในเครือเจือพาณิชย์ ในฐานะประธานหอการค้ากาญจนบุรี และนายคิน หม่อง เอ (Mr.Khin Maung Aye) ประธานหอการค้า และสภาอุตสาหกรรม ตะนาวศรี จังหวัดทวาย ประเทศพม่า โดยมีนายนพดล สระวาสี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เดินทางมาร่วมรับฟังด้วย
       
       นอกจากนี้ ยังมีหัวหน้าส่วนราชการ นักการเมืองท้องถิ่น และนักธุรกิจจากจังหวัดกาญจนบุรี และทวาย ร่วมงานกว่า 300 คน ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากมีนักธุกิจระดับท้องถิ่นของจังหวัดกาญจนบุรี และระดับท้องถิ่นของประเทศพม่าเข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก
       
       นายชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณธนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวในที่ประชุมว่า การประชุม และลงนาม MOU ของนักธุรกิจจากจังหวัดกาญจนบุรี และจากประเทศพม่าในครั้งนี้นี้นับว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของนักธุรกิจระดับท้องถิ่น และเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศด้วย ที่ผ่านมา เรามีศักยภาพและมีความพร้อมในการค้าร่วมกัน แต่ขณะนี้เรายังไม่สามารถทำการค้าร่วมกันได้ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องของการเปิดด่าน
       
       ความคิดในการจัดประชุมสัมมนาที่ชายแดนไทยในวันนี้ เพื่อกระตุ้น และเร่งเร้าในการเปิดด่านถาวรให้เร็วขึ้น ในเรื่องธุรกิจการค้าเชื่อมั่นว่าทั้ง 2 ฝ่าย มีธุรกิจการค้าที่เชื่อมต่อกัน วันนี้จึงถือเป็นกิจกรรมก้าวสำคัญในครั้งแรก และจะมีกิจการแบบนี้ต่อไปในเร็ววันนี้ โดยนอกจากการค้าแล้วเรายังหวังเรื่องประสานด้านประเพณี วัฒนธรรม การศึกษา และสาธารณสุขด้วย
       
       ล่าสุด เราจะส่งคณะฝึกสอนภาษาช่วยฝึกสอนให้สมาชิกสภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมที่ย่างกุ้ง ดังนั้น การที่ทวายจะให้เราช่วยด้านนี้ก็ยินดี และพร้อมที่จะส่งวิทยากรไป ด้านการสาธารณสุขเราส่งทีมการแพทย์ไปยังไซต์งานอิตาเลียนไทย ในทวาย เพื่อดูแลปัญหาโรคมาลาเรีย และเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีแห่งเนปีดอ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการรถไฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยว ได้มาที่พญาตองซู ตนได้เดินทางไปร่วมด้วย และมีการปรึกษาหารือกัน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มุ่งหวังจะมีการต่อเชื่อมทางถนนทันบูซายัดมาพญาตองซูเข้าด่านพระเจดีย์สามองค์ของ จังหวัดกาญจนบุรี ฝ่ายเราก็จะหานักลงทุนไปร่วมลงทุนเพื่อให้การก่อสร้างทางสำเร็จโดยเร็ว ในเรื่องทางรถไฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรถไฟ จะรื้อฟื้นทางรถไฟจากทันบูซายัดมาพญาตองซู และขอให้ทางไทยรื้อฟื้นทางรถไฟจากอำเภอไทรโยค ไปยังด่านพระเจดีย์สามองค์ เช่นกัน
       
       ล่าสุด ทราบว่าเมื่อวันที่ 4 มี.ค.56 ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติพม่า ได้เชิญนายพิษณุ สุวรรณะชฎ เอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง เข้าพบเพื่อหารือในประเด็นการเดินทางข้ามแดนระหว่างไทยกับพม่า กรณีการลงนามความตกลงว่าด้วยการข้ามแดนระหว่างทั้งสองประเทศเมื่อปี 2540 ซึ่งได้อนุญาตให้บุคคลทั้งสองประเทศเดินทางข้ามแดน ณ จุดผ่านแดนที่ได้รับอนุญาต เช่น ด่านท่าขี้เหล็ก-แม่สาย, ด่านเมียวดี-แม่สอด, ด่านเกาะสอง-ระนอง และได้มีการเพิ่มเติม ด่านพญาตองซู-พระเจดีย์สามองค์ สามารถข้ามฝั่งเข้าไปในประเทศพม่าได้ในระยะ 6 ไมล์ หรือประมาณ 10 กิโลเมตร ด่านทิกิ-บ้านพุน้ำร้อน สามารถเดินทางเข้าไปถึงเมืองทวาย และด่านมอต่อง-สิงขร สามารถเดินทางเข้าไปได้ถึงเมืองมะริด
       
       โดยฝ่ายประเทศพม่ามีความพร้อมในการดำเนินการไม่เกิน 2 สัปดาห์ จึงประสงค์ประสานฝ่ายไทยเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ถือเป็นเรื่องดีที่จะมีการเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่ทางฝ่ายไทยจะเร่งดำเนินการ เพื่อจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ในส่วนรวมโดยเร็วต่อไป
       
       ด้านนายคิน หม่อง เอ (Mr.Khin Maung Aye) ประธานหอการค้าและสภาอุตสาหกรรม ตะนาวศรี จังหวัดทวาย ประเทศพม่า กล่าวว่า วันนี้ผมและคณะนักธุรกิจจากประเทศพม่า ยินดีที่ได้เดินทางมาร่วมแสดงความคิดเห็น ที่ผ่านมา จังหวัดทวายมีนักธุรกิจมากมายหลากหลายสาขาอาชีพ เรามีความพร้อมในการทำธุรกิจและกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกับประเทศไทย ในส่วนตัวผมเชื่อว่า จังหวัดกาญจนบุรี มีความตั้งใจจริงที่จะผลักดันการเปิดด่านถาวรด้านชายแดนบ้านพุน้ำร้อนให้ได้โดยเร็ว ซึ่งทางนักธุรกิจของจังหวัดทวายก็มีความตื่นตัวในเรื่องนี้เช่นกัน และพร้อมที่จะประสานงานกับนักธุรกิจของไทย โดยเฉพาะ จ.กาญจนบุรี ในการดำเนินการธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อไป
       
       นายธีระชัย ชุติมันต์ ผจก.ประธานหอการค้ากาญจนบุรี และนายสรรเพชญ ศลิษฏ์อรรถกร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกันเปิดเผยว่า ในนามตัวแทนของหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี รู้สึกยินดีที่ประเทศไทย และพม่า มีความพร้อมที่จะสานการค้าในด้านชายแดนบ้านพุน้ำร้อนแห่งนี้ และร่วมกันผลักดันให้มีการเปิดจุดผ่านแดนถาวรโดยเร็ว เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีการค้ากันมาอย่างยาวนาน และมีการติดต่อประสานระหว่างกันด้านการค้า โดยมีข้อมูลการค้าชายแดนปีล่าสุดยืนยันตัวเลขสูงมากถึง 180,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากต่อ 2 ประเทศ
       
       “จังหวัดกาญจนบุรี เป็นจังหวัดมีพื้นที่ใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ มีประชากรมากกว่า 8 แสนคน มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นการเกษตร การประมง เหมืองแร่และย่อยหิน การบริการและการท่องเที่ยว การปศุสัตว์ และอุตสาหกรรม มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนทางด้านเศรษฐกิจระหว่างกันที่มีความเป็นไปได้สูง คือ ด้านการเกษตร ด้านการค้าขาย การเดินทางด้วยระบบลอจิสติกส์ระยะทางจาก กทม. มากาญจนบุรีเพียง 120 กิโลเมตร และจากกาญจนบุรีไปเมืองทวายเพียง 170 กิโลเมตร หากเป็นรถบรรทุกสินค้าจะทุ่นระยะทาง และระยะเวลาในการเดินทาง การท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะจังหวัดกาญจนบุรี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี จะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนให้มีการเปิดด่านถาวรให้เร็วขึ้น เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตในอนาคตต่อไป”

ข่าวจาก http://www.manager.co.th


09:03 | 0 comments | Read More

ล้มแผน ขยายมอเตอร์เวย์ "ทวาย"

Written By [v] on 20 มีนาคม 2556 | 23:03



               นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงาน สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สนข.ได้ส่งรายงานสรุปสาระสำคัญในการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมระหว่างไทย-พม่า เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง ในสาขาโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้าง เสนอต่อนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม พิจารณาก่อนประชุมคณะกรรมการร่วมระหว่างไทย-พม่า เพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (เจซีซี) ครั้งที่ 3 ระหว่าง 6-8 มี.ค.56 ณ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี สรุปประเด็นสำคัญคือ ปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็นที่จะก่อสร้างขยายมอเตอร์เวย์ฝั่งไทยให้เป็น 8 ช่องจราจร

              สำหรับสาเหตุที่ไม่มีความจำเป็นต้องขยายมอเตอร์เวย์ เนื่องจากการวิเคราะห์พบว่า ประมาณการปริมาณขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือทวายน่าจะสูงเกินจริง ขณะที่ปริมารการ เดินทางจากการท่องเที่ยวไม่ชัดเจน ส่วนปริมาณขนส่งสินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมของโครงการทวาย และสินค้าจากเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรีและจังหวัดอื่นๆด้านฝั่งตะวันตกของไทยขณะเดียวกันได้เสนอให้พม่า ทบทวนการเลือกใช้ขนาดรางรถไฟของโครงการทวายเป็นขนาด 1 เมตร เพื่อให้เชื่อมโยงกับโครงข่ายในไทยและส่วนอื่นของพม่าโดยไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายสินค้า และขอให้ร่วมกับไทยในการพัฒนาสถานีตรวจปล่อยทางรถร่วมกันรวมทั้งการกำหนดค่ามาตรฐานของน้ำหนักบรรทุกรถสินค้า การเปลี่ยนถ่ายสินค้า และค่าดำเนินการ เพื่ออำนวยความสะดวกเห็นควรมีการลดขั้นตอนพิธีการศุลกากรสำหรับสินค้าผ่านแดน และจัดให้มีโครงข่ายทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างโครงการทวายอื่นๆของพม่า.


ที่มาจาก ไทยรัฐ
23:03 | 0 comments | Read More

ครม.ไฟเขียว!! อนุมัติเวนคืนที่ดิน สร้างทางหลวงฝั่งตะวันตก รองรับทวาย

Written By [v] on 20 กุมภาพันธ์ 2556 | 08:55


เวนคืนที่ดินสร้างทางหลวงฝั่งตะวันตก รองรับเขตเศรษฐกิจทวาย
 
ครม.ไฟเขียว! เวนคืนที่ดินสร้างทางหลวงฝั่งตะวันตก รองรับ เขตเศรษฐกิจทวาย
 
 
 

เขตเศรษฐกิจทวาย

 
          การประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (19 ก.พ.) ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา การเวนคืนที่ดินเพื่อการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี เพื่อรองรองรับการเชื่อมต่อเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และเชื่อมต่อประเทศในภูมิภาคระหว่างฝั่งตะวันออก และตะวันตกในเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC )
 
 

         ซึ่งการกำหนดเขตพื้นที่เพื่อการเวนคือที่ดิน ประกอบด้วย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี, อำเภอพุทธมณฑล อำเภอนครชัยศรี อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม, อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี, อำเภอท่ามะกา อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
โดยแบ่งเป็น ค่าที่ดิน 3,628 แปลง เป็นเงิน 3,948,700,000บาท สิ่งปลูกสร้าง 791 ราย เป็นเงิน 1,428,800,00 บาท และพืชผล 703 ราย เป็นเงิน 34,500,000 บาท รวมทั้งสิ้น 5,412,000,000 บาท
ทั้งนี้กรมทางหลวงได้จัดทางหลวงสายนี้เข้าแผนงานก่อสร้างปีงบประมาณ พ.ศ.2556-2559 วงเงิน 40,495 ล้านบาท
นอกจากนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรียังมีมติให้ขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเหลือ 0.005 บาท/ลิตร ออกไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1-31 มี.ค.56 จากปัจจุบันที่จะสิ้นสุดในวันที่ 28 ก.พ.56 เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน
 
ข่าวจาก Mthai

 
 

08:55 | 0 comments | Read More

ITD หนาว พม่ารื้อสัญญาทวาย

Written By [v] on 4 มกราคม 2556 | 09:28




พม่า เสนอตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ถือสัญญาแทนอิตาเลียนไทย หลังมีปัญหาระดมทุน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. บอกว่า รัฐบาลพม่าต้องการปรับเปลี่ยน Framework Agreement โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกทวาย โดยเปลี่ยนคู่สัญญาจากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ITD เป็นบริษัทโฮลดิงคอมพานีใหม่ เนื่องจากเห็นว่า ITD ทำงานช้า เพราะไม่สามารถระดมทุนได้

นายอาคม บอกอีกว่า การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป และยังไม่มีการกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นว่า บริษัทอิตาเลียนไทยฯ จะถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แต่รัฐบาลไทยยืนยันว่า จะไม่เข้าไปถือหุ้นในบริษัทนี้ แต่ให้เป็นการลงทุนของรัฐวิสาหกิจไทยและเอกชน ขณะที่รัฐบาลมีหน้าที่สร้างกลไกที่ทำให้โครงการนี้เกิดขึ้น

ซึ่งนี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีว่าโครงการทวายจะได้เดินหน้าต่อไปอย่างเต็มที่กว่าที่ผ่านมา

ที่มา money channel
09:28 | 0 comments | Read More

ประกาศขายที่ดิน บ้านพุน้ำร้อน 190ไร่ ประตูสู่ทวาย

Written By [v] on 24 ธันวาคม 2555 | 10:58




ขายที่ดินหมู่บ้านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี อยู่ติดชายแดนไทย-พม่า ประตูสู่ทวาย มีทั้งหมด 190 ไร่ ขายไร่ละ 200,000 บาท ตั้งอยู่ห่างจากพื้นที่ในล็อค(ที่ทางการจัดสรร) 3 กม. พื้นที่ปรับปรุงเป็นไร่อ้อย ไม่รกร้าง

สนใจติดต่อ
คุณปัญญา 083-505-9464
10:58 | 0 comments | Read More

รัฐบาลเดินหน้าโปรเจคทวาย : กำหนดการนายกฯเยือนท่าเรือทวาย17ธ.ค.

Written By [v] on 16 ธันวาคม 2555 | 10:35


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล เผยว่า ในวันที่ 17 ธ.ค. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะ มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง โดยคณะของนายกฯ ประกอบไปด้วย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล ระบุด้วยว่า ในโอกาสการเยือนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบหารือกับนายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ และร่วมรับฟังบรรยายสรุปความคืบหน้าโครงการเพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โดยนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเมียนมาร์จะได้ร่วมกันผลักดันและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่ยังคั่งค้าง รวมทั้งประเด็นรายละเอียดการลงทุนในการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ และการเชิญชวนนักลงทุนในการร่วมพัฒนาโครงการดังกล่าว

สำหรับกำหนดการในการเดินทางในจันทร์ที่ 17 ธ.ค. นั้น

เวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางโดยเครื่องบินของกองทัพอากาศ ไปยังทวาย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (เวลาที่ทวายช้ากว่าที่กรุงเทพฯ 30 นาที)และเวลา

09.30 น. นายกรัฐมนตรีจะหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ต่อจากนั้น เวลา 10.00 น. นายกฯและประธานาธิบดีเมียนมาร์ เดินทางไปยังโครงการทวาย (Visitor Center) โดยเฮลิคอปเตอร์ และเวลา 10.20 น. นายกฯและประธานาธิบดีเมียนมาร์รับฟังบรรยายสรุป

10.40 น. มีการหารือเต็มคณะ

11.30 น นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมบ้านตัวอย่างและแปลงสาธิตการเกษตร

12.00 น. รองประธานาธิบดีเมียนมาร์เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นายกรัฐมนตรี ส่วนช่วงบ่ายนั้นนายกฯเดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนในพื้นที่และมอบอุปกรณ์การเรียนและเครื่องกีฬา เยี่ยมสถานีอนามัยในพื้นที่และมอบอุปกรณ์การแพทย์ขั้นพื้นฐาน ต่อจากนั้นเดินทางไปยัง Small Port และท่าเรือน้ำลึก (Deep Sea Port) ส่วนเวลาในการเดินทางกลับนั้นรอการยืนยันอีกครั้ง

ที่มา bangkokbiznews

Link
10:35 | 0 comments | Read More

ท่าเรือน้ำลึกทวาย โอกาสดันเศรษฐไทยโต

           การเกิดขึ้นของท่าเรือน้ำลึกทวายและเขตนิคมอุตสาหกรรม จะเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทย บนเงื่อนไขที่ว่า เราสามารถเร่งสร้างระบบโลจิสติกส์ เชื่อมต่อจากท่าเรือน้ำลึกทวายมายังท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง และด้วยการที่เป็นการลงทุนระดับอภิโครงการ บวกกับประเทศพม่ายังมีทรัพยากรล้นเหลือ จึงคาดได้ว่า รัฐบาลพม่าจะพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนและเศรษฐกิจ โดยใช้ท่าเรือน้ำลึกทวายเป็นตัวขับเคลื่อน คล้ายๆ กับแหลมฉบังบวกกับมาบตาพุดของไทย


“บริษัทใหญ่ ๆ ก็อาจจะไม่ขยายกิจการแถวมาบตาพุด แหลมฉบัง หรือภาคใต้ของไทย แต่จะไปลงทุนที่ทวายแทน เมื่อไปอยู่ที่ทวาย ถ้าจะให้เป็นประโยชน์ก็ต้องเชื่อมกับระบบเศรษฐกิจเรา ดังนั้น ถ้าเป็นเรื่องของการนำเข้า-ส่งออก ก็ต้องพยายามเชื่อมท่าเรือทวายกับท่าเรือแหลมฉบังให้ได้ แล้วต้องเชื่อมโยงกับประเทศไทยให้ได้ ประเทศไทยก็จะสามารถใช้ทรัพยากร หรือต้นทุนที่ถูกกว่า จากท่าเรือทวายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเรา”


นอกจากผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจแล้ว ผศ.ดร.พงษ์ชัยยังกล่าวถึงผลดีที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย เพราะเท่ากับหลีกเลี่ยงผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน อันเนื่องจากโครงการต่างๆ ลง อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้อาจหมายถึงการผลักภาระ และผลกระทบให้แก่ประชาชนพม่าเป็นผู้รับแทน

Link
10:29 | 0 comments | Read More

รัฐเดินหน้าโครงการทวาย : แนะรัฐกำหนดจุดยืนก่อนลุยทวาย





"ปานปรีย์"หนุนหากรัฐจะหมุนให้โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายของพม่า เกิดได้จริง เพราะไทยจะได้ประโยชน์มหาศาล แต่แนะรัฐบาลต้องกำหนดจุดยืนตัวเองให้ชัดก่อนโดดเข้าร่วมโครงการ ว่าจะเข้าไปในฐานะใด หลัง "อิตาเลียนไทย" เอกชนไทยผู้ได้สัมปทานจากรัฐบาลพม่าเผยโครงการยังอืดเพราะทั้งรัฐบาลพม่าและไจก้า ซึ่งเป็นเจ้าของเงินกู้ยังรอท่าทีที่ชัดเจนจากรัฐบาลไทย
นายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ พิเศษทวาย หรือท่าเรือน้ำลึกทวายและนิคมอุตสาหกรรมทวายของประเทศพม่า มีคู่สัญญาตามกฎหมายเพียง 2 รายเท่านั้น คือ รัฐบาลพม่ากับ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เท่านั้น ซึ่งบริษัทอิตาเลียนไทยฯ ถือเป็นเอกชนรายเดียวที่ต้องดำเนินโครงการขนาดใหญ่โดยลำพัง ก็อาจจะไม่ไหวจึงต้องหาคมมาช่วยดำเนินการโดยเฉพาะเงินลงทุนในการพัฒนาโครงการต่อไป ซึ่งผู้ที่จะเข้ามาช่วยเรื่องนี้ได้ จึงต้องมีความแข็งแกร่งมาก หลายฝ่ายมองมาที่รัฐบาลไทยว่าควรจะเข้าไปช่วย แต่รัฐบาลก็ต้องกำหนดจุดยืนตัวเองให้ชัดก่อนว่าจะเข้าไปช่วยได้แค่ไหน หากจะเป็นผู้ร่วมลงทุนก็ต้องให้มีการแก้ไขสัญญาให้รัฐบาลไทยเข้าไปเป็นผู้ร่วมลงทุนด้วย
ทั้งนี้ การที่รัฐบาลมีท่าทีสนับสนุนโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวายของประเทศพม่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะขณะนี้การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยมีข้อจำกัดมาก หากโครงการนี้เกิดขึ้นได้จริง ประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์อย่างมาก อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลไทยตัดสินใจเข้าไปร่วมลงทุน ก็ต้องดูให้รอบคอบอย่างน้อย3เรื่อง คือ1.การร่วมลงทุนจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ 2.จะมอบหมายให้หน่วยงานใดเป็นผู้ดำเนินการ โดยต้องมีสำนักงานในประเทศพม่าที่มีความรู้เรื่องการค้าการลงทุนเป็นอย่างดี จะมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการเรื่องนี้คงไม่ได้ เพราะไม่มีความชำนาญ และ3.กฎหมายของประเทศไทยเปิดช่องให้รัฐบาลออกไปลงทุนต่างประเทศได้หรือไม่ ซึ่งเข้าใจว่าขณะนี้กฎหมายยังไม่เปิดช่องให้รัฐออกไปลงทุนต่างประเทศได้
"หากรัฐบาลมีท่าทีสนับสนุนโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายก็ถือว่าไม่ผิด เพราะการสนับสนุนโครงการไม่ใช่การอุดหนุนเอกชนเพียงรายเดียวเสมอไปแต่การสนับสนุนโครงการให้เกิดขึ้นได้ ประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์มหาศาลด้วย"
นายปานปรีย์ กล่าวว่า ในส่วนการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศไทย เพื่อรองรับท่าเรือน้ำลึกทวาย ทั้งเส้นทางเชื่อมต่อโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายกับบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี การก่อสร้างระบบราง ทั้งรถไฟและรถไฟความเร็วสูง รวมทั้งการก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี โครงการเหล่านี้มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศทั้งสิ้น ไม่นับเป็นปัญหาและไม่ได้เป็นภาระการคลังมากมายนัก เนื่องจากกระทรวงคมนาคมมีความพร้อมที่จะก่อสร้างอยู่แล้ว แต่เพื่อไม่ให้การลงทุนทั้งหมดที่เตรียมไว้รองรับท่าเรือน้ำลึกทวายสูญเปล่า ดังนั้น รัฐบาลต้องติดตามให้ดีก่อนเริ่มดำเนินการว่าการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวายจะเกิดขึ้นจริง และมีความคืบหน้าหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายเปรมชัย กรรสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การลงนามทำสัญญาสัมปทานระหว่างบริษัทกับรับบาลพม่าล่าช้าไปจากกำหนดการเดิมในเดือน ส.ค.55 เนื่องจากรัฐบาลพม่าต้องการความชัดเจนจากรัฐบาลไทยในการลงนามบันทึกความเข้าใจเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายเสียก่อน นอกจากนี้ ในด้านการลงทุนเพื่อก่อสร้างถนนจากท่าเรือทวายถึงชายแดนไทยที่ต้องใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 100,000 ล้านบาทนั้น อิตาเลียนไทยฯ ต้องการเงินกู้จำนวนประมาณ 80,000 ล้านบาท จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือไจก้า ซึ่งเป็นเงินกู้ระยะยาว 25 ปี ขณะที่การกู้เงินจากแหล่งอื่น ระยะยาว 25 ปี ขณะที่การกู้เงินจากแหล่งอื่น ระยะเวลาการให้กู้จะสั้นเพียง 8 ปีเท่านั้น แต่ยังติดที่ไจก้าเห็นว่ารัฐบาลไทยต้องให้การรับรองสนับสนุนโครงการอย่างเป็นทางการ และอิตาเลียนไทยฯ จะต้องมีผู้ร่วมทุนญี่ปุ่น และมีผู้ถือหุ้นไทยที่แข็งแกร่ง
ขณะที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคมเปิดเผยว่า รัฐบาลจะสรุปผลการศึกษาเพื่อพัฒนาโครงการท่าเรือทวายตามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างไทยกับพม่าได้ประมาณเดือน ก.พ.56 และไม่อยากให้มองว่ารัฐบาลสนับสนุนอิตาเลียนไทยฯ เพียงรายเดียว เพราะโครงการพัฒนาท่าเรือทวายเป็นโครงการขนาดใหญ่เกินกว่าที่เอกชนรายเดียวจะดำเนินการได้ ดังนั้น หากรัฐบาลไม่ให้การสนับสนุนโครงการนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้
นายชัชชาติ ยังกล่าวหลังเป็นประธานร่วมในการเทคอนกรีตเชื่อมตอม่อสะพานมิตรภาพ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) ร่วมกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวว่า สะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้ เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระหว่างไทย ลาว และจีน ในเส้นทาง R3a เชียงของ-ห้วยทราย-บ่อเต็น-เชียงรุ้ง คาดว่านะพานจะสร้างแล้วเสร็จภายในเดือน เม.ย.56 ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจะก่อสร้างศูนย์ขนถ่ายสินค้าฝั่งไทย บนพื้นที่ 200 ไร่ วงเงิน 1,200 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2-3 ปีข้างหน้านี้ พร้อมทั้งจะมีแผนก่อสร้างถนน 4 เลน เชียงของ-เชียงราย และสร้างทางเลี่ยงเมืองเชียงราย-พะเยา โดยปรับเป็นทาง 4 เลนเช่นกัน.

ที่มา .....หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ

Link

10:27 | 0 comments | Read More

รัฐตั้งบอร์ดใหญ่"ทวายโปรเจ็กต์" รื้อแผนลงทุนดึงจีน-ญี่ปุ่นลงขัน

Written By [v] on 29 กันยายน 2555 | 15:56

รัฐบาลดันโครงการทวาย

รัฐบาลกางโรดแมปดันทวายโปรเจ็กต์สุดฤทธิ์ ตั้งคณะกรรมการระดับชาติ 3 ชุดดูแลโดยเฉพาะ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนทุกวิถีทาง ดึงจีน-ญี่ปุ่นร่วมลงขัน ขณะที่คลัง-เอ็กซิมแบงก์-กรุงไทย ปล่อยกู้ภาคธุรกิจ-อุตสาหกรรมไทย "อิตาเลียนไทย" โล่งอกหลังได้รัฐบาลไทยหนุนหลัง เล็งระดมเงินกู้ลอตใหญ่กว่า 3 แสนล้านบาท



ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ด้วยการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน 2.27 ล้านล้านบาท จะผลักดันก่อสร้างระบบราง มอเตอร์เวย์ เพื่อเชื่อมต่อท่าเรือ

น้ำลึกทวาย กับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าและการเดินทางระหว่างไทย จีน เวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า ในเส้นทางอีสต์เวสต์คอริดอร์ และนอร์ทเซาท์คอริดอร์ ผ่านท่าเรือน้ำลึกไปยังยุโรป สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ หลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกับประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ของเมียน มาร์ ยืนยันพันธะของฝ่ายไทยที่จะร่วมมือกับเมียนมาร์ในการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โดยยกระดับโครงการเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเมียนมาร์ จากเดิมเซ็นสัญญาระหว่างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับรัฐบาลพม่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างจัดทำแผนสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนไทย การสนับสนุนทางด้านการเงินผ่านธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และจะดึงจีน ญี่ปุ่นเข้ามาร่วมลงทุนด้วย

"รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย เพราะเป็นโอกาสของประเทศ รองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเอเชีย จากที่ขั้วเศรษฐกิจโลกย้ายจากอเมริกา ยุโรปมาเป็นเอเชีย โดยมีจีน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ ขณะที่ญี่ปุ่นต้องการเชื่อมกับยุโรปผ่านเส้นทางนี้"

เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) 3 ชุด ประกอบด้วย 1.บอร์ดไทยกับเมียนมาร์ 2.บอร์ดฝ่ายไทยมีนายกฯเป็นประธาน และ 3.บอร์ดฝ่ายเมียนมาร์

สั่งเอ็กซิมแบงก์ร่วมปล่อยกู้

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ได้สั่งการให้ธนาคารเร่งศึกษารายละเอียดแนวทางในการสนับสนุนภาคเอกชนไทยที่สนใจจะลงทุนในโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย พร้อมกำชับให้นำเรื่องนี้บรรจุไว้ในนโยบายหลักของแบงก์

ต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้สั่งการให้กระทรวงการคลัง เร่งยกระดับความร่วมมือในโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายให้มีกลไกในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล หลังมีการหารือทวิภาคีและลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่างนายกฯยิ่งลักษณ์กับ พล.อ.เต็ง เส่ง โดยกระทรวงการคลังรายงาน ครม.ว่า ได้หาแนวทางการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ภาคเอกชนไทยในการเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์แล้ว จะนำเสนอ ครม.ภายในเดือน ส.ค.นี้

ขณะที่นายโสภณ อัศวานุชิต ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงานวาณิชธนกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SBC) ที่ปรึกษาทางการเงินโครงการทวาย เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมีการลงทุนส่วนโครงสร้าง

พื้นฐานประมาณ 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ จึงอาจเกิดได้ยากหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล สำหรับโครงการนี้แม้จะให้ผลตอบแทนทางการเงินไม่สูง แต่ถ้าสำเร็จก็จะเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ

รัฐบาลควรเป็นแกนนำในการเข้าเจรจาต่อรองให้ภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในโครงการนี้ เช่น สนับสนุนทางการเงิน โดยเข้าไปค้ำประกันเพื่อขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่างประเทศ อาทิ ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB)

ดึงจีน-ญี่ปุ่นร่วมลงทุน

ด้านนายสมเจตน์ ทิณพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทวาย ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (DCC) ผู้บริหารโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกทวาย บริษัทลูกของ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างเฟสแรก มูลค่าลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท กำหนดแล้วเสร็จปี 2559

บริษัทกำลังเร่งหาแหล่งเงินกู้มาลงทุน ทั้งเงินกู้ในประเทศและต่างประเทศ จากปัจจุบันลงทุนไปกว่า 3,000 ล้านบาทแล้ว

ล่าสุดรัฐบาลไทยได้เข้ามาช่วยบริษัทผลักดันโครงการ จะมีการเซ็นเอ็มโอยูร่วมกับรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อจัดหาเงินกู้กว่า 3 แสนล้านบาทให้ ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกระทรวงการคลัง และสภาพัฒน์ฯว่าจะให้กู้หรือร่วมลงทุนด้วย

ความกังวลของอิตาเลียนไทย

มีข้อน่าสังเกตว่า ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเมียนมาร์ว่าด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้องนั้น ในข้อ 2(2) กำหนดสิทธิและหน้าที่ของ

คู่ภาคี ระบุไว้ว่า รัฐบาลไทยจะสนับสนุนการช่วยเหลือทางเทคนิค ถ่ายทอดเทคโนโลยี แนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศในด้านการจัดการ สนับสนุนการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน เร่งรัดการก่อสร้างเส้นทางจากจุดผ่านแดนไทย-เมียนมาร์ไปยังกรุงเทพฯ-แหลมฉบัง และ "ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อความพยายามในการระดมทุนเพื่อดำเนินโครงการ"

กับข้อ 2(4) ผู้ลงทุนและผู้พัฒนาโครงการจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมภายใต้กฏหมายของเมียนมาร์และความตกลงระหว่างรัฐบาลไทย-เมียนมาร์เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน โดยการลงทุนจะได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษและกฎหมายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของเมียนมาร์

ทั้ง 2 ข้อแสดงให้เห็นถึงความกังวลของฝ่ายผู้รับสัมปทานคือ บริษัท ทวาย ดีเวลล็อปเม้นต์ (DDC) ซึ่งมีบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในข้อที่ว่า จนถึงปัจจุบันทางอิตาเลียนไทยยังไม่สามารถระดมทุนเข้ามาบริหารโครงการนี้ได้ ในขณะที่ฝ่ายเมียนมาร์ได้ส่งสัญญาณต้องการให้โครงการทวายโปรเจ็กต์ เป็นโครงการระหว่างรัฐต่อรัฐ หรือข้อเสนอที่ว่า รัฐบาลไทยจะเป็นผู้ลงทุนสนับสนุนโครงการนี้ได้หรือไม่

ปัญหาจึงมีอยู่ว่า ความพยายามในการระดมทุนจะถูกดำเนินการอย่างไร ในเมื่อกระทรวงการต่างประเทศเองได้เสนอรูปแบบการจัดการด้านเงินไปแล้วว่า รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจะร่วมกันหารือและมีความตกลงแยกต่างหากจาก MOU ฉบับนี้

ในขณะที่เจ้าของสัมปทานบริษัทอิตาเลียนไทยฯ ดูเหมือนจะถูกกันให้อยู่วงนอกในความตกลงทางด้านการเงินที่แยกออกมาต่างหาก หรือโดยสุดท้ายอาจจะอยู่ในฐานะผู้รับเหมาก่อสร้างของโครงการ ไม่ใช่ผู้บริหารโครงการอย่างในปัจจุบัน ส่งผลให้ MOU ในข้อต่อมาต้องพยายามยืนยัน "สิทธิ" ของเจ้าของสัมปทานที่ว่า ไม่ว่าการระดมทุนจากรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจะเป็นอย่างไร บริษัทอิตาเลียนไทยฯยังคงได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมภายใต้กฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ ซึ่งหมายถึงอาจจะต้องมีการเจรจาระหว่างผู้รับสัมปทานกับรัฐบาลเมียนมาร์กันใหม่ หากบริษัทอิตาเลียนไทยฯไม่ได้เป็นผู้ระดมทุนในโครงการนี้
15:56 | 0 comments | Read More

ปู ถก เต็ง เส่ง ตั้งกรรมการร่วมระหว่างไทย-พม่า พัฒนาโครงการทวาย

               27 ก.ย.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีเมียนมาร์ โดยนายกฯ ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า การพบกันในครั้งนี้เพื่อติดตามความคืบหน้าความร่วมมือในการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวาย เบื้องต้นเห็นชอบร่วมกันเรื่องโครงสร้างของคณะกรรมการร่วมระหว่างฝ่ายไทย-พม่า เพื่อให้เกิดการพัฒนาร่วมกัน ซึ่งทั้งสองประเทศจะกลับไปกำหนดรายละเอียดเพื่อนัดประชุมนัดแรกโดยเร็ว คาดว่าครั้งแรกทางรัฐบาลไทยจะเป็นเจ้าภาพ โดยได้แต่งตั้งให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นหัวหน้าคณะ นอกจากนี้ตนกล่าวขอบคุณรัฐบาลพม่า กรณีปล่อยตัว 83 คนไทยที่ถูกดำเนินคดีลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

ปู หารือ เต็ง เส่ง โครงการทวาย


              อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยยังให้ความสนใจในการตั้งคณะทำงานร่วมมือพัฒนาเขตเศรษฐกิจอื่นๆอีกด้วย โดยได้มอบหมายให้รมว.อุตสาหกรรม ไปคุยรายละเอียดเนื่องจากเอกชนไทยสนใจร่วมลงทุนในเขตอุตสาหกรรมติละวา ซึ่งประเทศญี่ปุ่นได้ขอเข้าไปเป็นบริษัทร่วมทุนแล้ว
ทั้งนี้นายกฯ ยังกล่าวต่อผู้นำพม่าอีกว่า ไทยพร้อมสนับสนุนการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม "แม่สอด-เมียวดี-กอกะเร็ก" ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างแล้ว โดยหลังจากนี้พม่าขอให้ฝ่ายไทยสร้างเส้นทาง "เมาะลำไย-เมาะละเม็ง" ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อ 3 ประเทศ คือ ไทย-พม่า-อินเดีย อีกด้วย

ที่มา คม ชัด ลึก ออนไลน์
15:53 | 2 comments | Read More

ขายที่ดินกาญจนบุรี บ้านพุน้ำร้อน(ในบล็อค) แปลงที่รัฐจัดสรรอยู่ใกล้ศูนย์ราชการ ด่วน!!

Written By [v] on 25 กรกฎาคม 2555 | 12:05



ขายด่วน ที่ดินพื้นที่เขตเศรษฐกิจบ้านพุน้ำร้อน กาญจนบุรี เป็นแปลงที่รัฐจัดสรรให้(ในบล็อค) ใกล้ศูนย์ราชการ มี 7 ไร่ 2 งาน ขายไร่ละ 1 ล้านบาท


ติดต่อคุณปัญญา 083-505-9464
12:05 | 0 comments | Read More

กาญจนบุรีกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ

Written By [v] on 15 มิถุนายน 2555 | 10:50







นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดการสัมมนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจฝั่งตะวันตก หรือ ทวาย และประชาคมอาเซียน โดยนายไชยา พรมมาประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญตัวแทนจากภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมสัมมนาและอภิปรายใน 4 หัวข้อ คือ การพัฒนาระบบการเงินการคลัง การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน การเสนอร่างกฎหมาย การพาณิชย์อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว โดยได้เลือกกาญจนบุรี เป็นด่านแรกของการเปิดประตูเศรษฐกิจฝั่งตะวันตกของประเทศเพื่อรองรับการเปิดเสรีเศรษฐกิจประชาคมอาเซียนในปี 2558 เพราะนับวันเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านจะมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเศรษฐกิจพิเศษค่อนข้างสูง เพราะทั้งรัฐบาลไทยและพม่าต่างก็ให้ความสำคัญ ขณะที่อินเดียก็พร้อมผลักดันให้เปิดเส้นทางคมนาคมทางบกเชื่อมไปยังประเทศอินเดีย เพราะจุดที่ใกล้ที่สุดคือจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งนักธุรกิจไทยจะได้ประโยชน์ โดยจะเร่งดำเนินการเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อนำเข้าคณะรัฐมนตรีภายใน 2 เดือนนี้


ข่าวเศรษฐกิจช่อง 7
10:50 | 0 comments | Read More

ผู้ว่ากาญ ดันแผนพัฒนาพื้นที่รับ โปรเจคทวาย

Written By [v] on 13 มิถุนายน 2555 | 11:30





กาญจน์เปิดแผนยุทธศาสตร์ดันตั้งเขตศก.พิเศษ
นายชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณธะ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ให้สัมภาษณ์ศูนย์ข่าว TCIJ ว่า จังหวัดกาญจนบุรีเริ่มศึกษาแนวทางยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจภาคตะวันตก มาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว หลังจากรัฐบาลไทยกับพม่าร่วมกันลงนามบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวาย และพัฒนาถนนเชื่อมโยงระหว่างท่าเรือทวายมายัง จ.กาญจนบุรี เมื่อปี 2551 โดยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงมหาดไทย จัดทำแผนบูรณาการการพัฒนา จ.กาญจนบุรีให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคตะวันตก
ทั้งนี้จากรายงานระบุว่า จ.กาญจนบุรี นับเป็นจังหวัดที่มีความเหมาะสมในหลายด้าน ทั้งสภาพพื้นที่ที่อยู่ห่างจากท่าเรือน้ำลึกทวายเพียง 160 กิโลเมตร ทำให้สะดวกต่อการขนส่ง คมนาคม และยังเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรม และการบริการ ในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันตก ที่สำคัญ จ.กาญจนบุรี ยังมีศักยภาพสูงด้านการค้าการลงทุนผ่านแดนและชายแดน ทำให้ที่ผ่านมาจึงมีความพยายามผลักดันจากทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน จ.กาญจนบุรี ทั้งที่ด่านพุน้ำร้อน อ.เมือง และด่านเจดีย์สามองค์ อ.สังขละบุรี ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี โดยหวังว่า จะทำให้เกิดประโยชน์การการค้า การลงทุนทางเศรษฐกิจภาคตะวันตก
ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีกล่าวว่า สำหรับแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว ได้นำเสนอต่อรัฐบาลไปแล้ว และหลังจากนี้จะมีการผลักดันต่อไป ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีนักธุรกิจทั้งในพื้นที่นอกพื้นที่ เดินทางเข้ามาในกาญจนบุรีกันมาก เพื่อหาช่องทางการลงทุน และยังมีการเดินทางเข้าไปในทวาย ปีละไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง พบว่า การก่อสร้างในฝั่งพม่าคืบหน้าไปมาก ทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ความจำเป็นที่กาญจนบุรี จะต้องกลับมาคิดต่อคือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้จังหวัดได้รับประโยชน์จากโครงการนี้มากที่สุด ซึ่งหมายถึงประโยชน์ทางด้านการค้าจะเป็นของประเทศไทยด้วย
เชื่อเป็นจุดผ่านโลกจิสติกส์สำคัญ
จากผลการขับเคลื่อนดังกล่าวนายชัยวัฒน์ระบุว่า ขณะนี้สิ่งที่ต้องดำเนินการนอกจากประเด็นการผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนแล้ว ยังต้องมองต่ออีกว่า การที่กาญจนบุรีจะกลายเป็นจุดผ่านสำคัญของการขนส่งโลจิสติกส์ บนเส้นทาง Southern Economic Corridor จากท่าเรือน้ำลึกทวาย-แหลมฉบัง- ท่าเรือสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา ไปสิ้นสิ้นสุดที่ท่าเรือวังเตา ประเทศเวียดนามนั้น กาญจนบุรีจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากการเป็นเมืองหน้าด่าน และการเกาะเกี่ยวไปกับระบบการขนส่งขนาดใหญ่นี้ โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า หากกาญจนบุรีจะวางบทบาทของตัวเองเป็นเมืองหน้าด่านของระบบการขนส่ง ในช่วงขาขึ้น ที่สินค้าจะเดินทางมาจากท่าเรือน้ำลึกทวาย แล้วถูกขนส่งต่อไปอาจจะไม่มีการหยุดพักเพื่อเปิดหีบห่อที่กาญจนบุรีเลย ดังนั้นในการขนส่งขาขึ้นนี้กาญจนบุรีจะฉกฉวยโอกาสเพื่อได้ประโยชน์อย่างไร ในขณะที่การขนส่งขาลง หลายฝ่ายมองว่า เป็นโอกาสสำคัญที่กาญจนบุรี ได้ประโยชน์อย่างแน่นอน เพราะด้วยระยะเส้นทางเพียง 160 กิโลเมตรนั้น ย่อมเกิดกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจกับพื้นที่ ในฐานะเมืองหน้าด่าน
นายทุนลุยกว้านซื้อที่ดินเก็งกำไรแล้ว
เมื่อถามถึงความตื่นตัวของคนกาญจนบุรี ต่อการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ในพื้นที่เพื่อรองรับโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย นายชัยวัฒน์กล่าวว่า คนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักลงทุน ที่เข้ามากว้านซื้อที่ดินในพื้นที่และกำลังกลายเป็นปัญหา เพราะที่ดินในจ.กาญจนบุรี เป็นที่ดินในกฤษฎีกาหวงห้าม หลายแห่งไม่มีโฉนด ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาก ขณะเดียวกันจังหวัดมีนโยบายไปยังภาคการศึกษาในทุกระดับในพื้นที่เพื่อเตรียมพร้อมด้านทรัพยากรบุคคล โดยเร่งรัดว่าในหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี สถาบันการศึกษาในพื้นที่จะต้องกำหนดทิศทาง ในการผลิตคนออกมาเพื่อให้สอดรับกับเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นให้ได้ เพราะสิ่งสำคัญคือต้องการให้บุคลากรที่จะเข้าสู่ระบบ จะต้องเป็นคนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับชาวกาญจนบุรีมากที่สุด โดยมองว่า ไม่อยากให้คนในพื้นที่ ได้ประโยชน์แค่เพียงการเกาะรั้วเศรษฐกิจ ทำสถานบันเทิง ที่ไม่ยังยืนเท่านั้น
ในส่วนของการศึกษาระดับต้น ได้เร่งรัดให้เปิดการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษ และภาษาพม่าในโรงเรียนในพื้นที่ทั้งหมด โดยมีจุดประสงค์เพื่อการเพิ่มโอกาสให้คนในพื้นที่ คนรุ่นใหม่ เพราะเชื่อว่าหลังจากนี้หากโครงการเป็นรูปธรรม การขยายการพัฒนา จะทำให้มีนักลงทุน รวมไปถึงแรงงานพม่าเข้ามาในพื้นที่มาก หากไม่รู้ภาษาทั้งอังกฤษ และพม่า ไม่เพียงจะทำให้เสียโอกาสในด้านต่างๆ แล้ว ยังอาจจะทำให้เสียที ถูกหลอกเอาได้อีกด้วย  ส่วนที่เป็นรูปธรรมอื่นๆ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีกล่าวว่า คงจะเป็นการเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ บ้านพุน้ำร้อน อ.เมือง ทั้งการจัดหาระบบน้ำประปา ไฟฟ้า การก่อสร้างถนน บริหารจัดการพื้นที่ พร้อมกับการให้ข้อมูลความรู้กับชาวบ้านในพื้นที่เพื่อเตรียมรับกับรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในเร็วๆ นี้



11:30 | 0 comments | Read More

ประกาศขายที่ดินบ้านพุน้ำร้อนประตูสู่ทวาย ทำเลดีติดถนน

Written By [v] on 10 มิถุนายน 2555 | 09:31


ขายที่ดินบ้านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า เมืองกาญ เป็นทำเลติดถนน 70ไร่ ราคาไร่ละ 350,000 บาท เจ้าของขายเอง ลงทุนรองรับการเปิดประเทศของพม่าและโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย เหมาะกับการค้าขายในอนาคต
สนใจติดต่อคุณปัญญา 0835059464
09:31 | 0 comments | Read More

"ถนนทวาย-พุน้ำร้อน" แรงจัด สำนักนายกฯสั่ง สศช.จับมือ มท.ดันกาญจน์เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคตะวันตก

Written By [v] on 9 มิถุนายน 2555 | 16:10




กาญจนบุรี - ถนนทวาย-พุน้ำร้อน เมืองกาญจนบุรีแรงจัด สำนักนายกฯ สั่ง สศช.จับมือมหาดไทยดันกาญจน์เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคตะวันตก ผู้ว่าฯกาญจนบุรีเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 19 ม.ค.นี้
จากการที่บริษัท อิตัลไทย ดีเวลอปเม้นต์ จำกัด (มหาชน) ได้รับสัมปทานสำรวจศึกษาออกแบบและก่อสร้างท่าเรือน่ำลึกทวายและถนนเชื่อมต่อจากท่าเรือน้ำลึกทวาย มายังบ้านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ทำให้วันนี้ (13 ม.ค.54) เมื่อเวลา 15.20 น. นายณฐพลษ์ วิเชียรเพริศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้เดินทางลงพื้นที่บ้านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เพื่อดูข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าการศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้งศูนย์ราชการชายแดนบ้านพุน้ำร้อน และได้เดินทางไปดูบริเวณจุดเชื่อมต่อถนนทวาย-บ้านพุน้ำร้อน ที่จะเป็นจุดที่ตั้งด่านการค้าผ่านแดนบ้านพุน้ำร้อนด้วย

นายณฐพลษ์ วิเชียรเพริศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมว่า ตนลงพื้นที่มาดูความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมในพื้นที่บ้านพุน้ำร้อน ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการเรื่องการพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรีให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจภาคตะวันตก

โดยในวันที่ 19 ม.ค.นี้ ทางจังหวัดกาญจนบุรี จะเรียกประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน ผู้แทน อปท. ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนภาคประชาชน และส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมกับ สศช. เพื่อร่วมกำหนดแนวคิดแผนงานโครงการและมาตรการบูรณาการพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจภาคตะวันตกต่อไป

ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวต่อว่า ถือว่าจังหวัดกาญจนบุรีได้รับโอกาสที่ดีมาก ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดต้องมีความพร้อมรองรับการพัฒนา ซึ่งต้องได้รับฟังแนวคิดข้อแนะนำโดยผ่านการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อนำไปสู่การวางแผนพัฒนา เพราะขณะนี้โครงการทวายโปรเจกต์เดินหน้าไปมากพอสมควร จังหวัดกาญจนบุรี จึงต้องมีความพร้อมรองรับการพัฒนาอย่างเหมาะสมรอบคอบและต้องช่วยกันระดมสมองเพื่อให้เกิดประโยชน์กับชาวจังหวัดกาญจนบุรีและประเทศไทยสูงสุด


     
       มีรายงานข่าวว่า ความคืบหน้าการสร้างถนนทวายในพม่าเชื่อมต่อมายังบ้านพุน้ำร้อน โดยถนนลำลองจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.พ.54 นี้ ทำให้มีผู้สนใจทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวต่างมีความประสงค์จะขอผ่านแดนเดินทางไปท่องเที่ยวจำนวนมาก

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
16:10 | 0 comments | Read More